PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจรักษาและให้คำปรึกษา

หมอนั่งอธิบายกับคนไข้เรื่องประโยชน์ของการตรวจ HPV

ตรวจ HPV คืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ-รักษา และวัคซีนป้องกัน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

หลายคนเพิ่งรู้จักไวรัส HPV เมื่อแพทย์แจ้งว่าผลตรวจผิดปกติ หรือเมื่อคู่นอนตรวจพบเชื้อ ทั้งที่จริงแล้วเชื้อชนิดนี้อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการให้รู้ตัว

บทความนี้จะอธิบายว่า HPV คืออะไร ติดต่อได้อย่างไร สายพันธุ์ใดที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง การตรวจ HPV ทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง ใช้เวลารู้ผลกี่วัน ราคาประมาณเท่าไร และวัคซีน HPV ช่วยป้องกันได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจดูแลสุขภาพของตนเองได้ง่ายขึ้น

ไวรัส HPV คืออะไร และทำไมจึงต้องตรวจ

HPV (Human Papillomavirus) คือเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งพบบ่อยที่สุดในโลก มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ขณะที่บางสายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูงเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ HPV การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง

เชื้อ HPV พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ และ WHO ประเมินว่าผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เกือบทุกคนจะได้รับเชื้อนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ช่วยให้คลายกังวลได้คือร่างกายส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อได้เอง การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นกุญแจสำคัญ เพราะช่วยให้รู้เท่าทันก่อนที่เชื้อกลุ่มเสี่ยงสูงจะค่อย ๆ ก่อปัญหาในระยะยาว

“เชื้อ HPV ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ผู้ติดเชื้อจึงมักไม่รู้ตัว และอาจส่งต่อเชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่ตั้งใจ การตรวจคัดกรองเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เรารู้สถานะของตนเองได้อย่างถูกต้องที่สุด” — แพทย์ประจำ PSK Clinic

HPV ติดต่อได้อย่างไร

HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง (Skin-to-Skin Contact) บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และปาก ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องมีการหลั่งหรือการสอดใส่ก็สามารถติดเชื้อได้ และผู้ติดเชื้อยังแพร่เชื้อต่อได้แม้ไม่มีอาการ ด้วยเหตุนี้ ถุงยางอนามัยจึงช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์

ช่องทางการติดต่อหลักของเชื้อ HPV มีหลายทาง ทางที่พบบ่อยที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ซึ่งติดเชื้อได้แม้ไม่มีการหลั่งภายใน รองลงมาคือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนี้บอบบางและฉีกขาดได้ง่าย ส่วนการมีเพศสัมพันธ์ทางปากทำให้ติดเชื้อในช่องปากและลำคอได้ และบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งคอหอย นอกจากนี้ การสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีรอยโรคโดยตรงก็ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน แม้ไม่มีการสอดใส่

อีกประเด็นที่ควรทราบคือ เชื้อ HPV สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายได้นานหลายเดือนถึงหลายปีโดยไม่แสดงอาการ ถุงยางอนามัยไม่ได้ปกคลุมผิวหนังทุกบริเวณ เช่น ถุงอัณฑะและขาหนีบ จึงป้องกันได้ไม่เต็มที่ และแม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อไปแล้ว ก็ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้อีกจากคู่นอนคนเดิมหรือคนใหม่

กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 18 ปี ผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ผู้ที่มีคู่นอนเคยเป็นหูดหงอนไก่หรือมะเร็งปากมดลูก รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน

รูปหูดหงอนไก่พร้อมคำอธิบายลักษณะ

อาการ HPV เป็นอย่างไร สังเกตได้จากอะไรบ้าง

อาการของ HPV ในระยะแรกมักไม่แสดงให้เห็น โดยผู้ติดเชื้อราว 90% ไม่มีอาการ จึงไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ อาการที่พอสังเกตได้ ได้แก่ หูดหงอนไก่ ตกขาวหรือเลือดออกผิดปกติ และอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

หากพิจารณาในรายละเอียด หูดหงอนไก่มีลักษณะเป็นติ่งเนื้อสีชมพูหรือสีเนื้อ ผิวขรุขระ ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก บางรายมีเลือดออกผิดปกติ ทั้งหลังการมีเพศสัมพันธ์หรือระหว่างรอบเดือน บางรายมีตกขาวมากขึ้น มีกลิ่น หรือสีเปลี่ยนไป ขณะที่บางรายมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือรู้สึกคันและระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

หากพบอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์และตรวจหาเชื้อ HPV เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป เนื่องจากหลายกรณีหากตรวจพบเร็วก็สามารถดูแลรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

เชื้อ HPV ทำให้เกิดมะเร็งได้จริงหรือไม่

เป็นความจริง เชื้อ HPV กลุ่มเสี่ยงสูงเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกราว 70% ของผู้ป่วยทั่วโลก (ข้อมูลจาก WHO) กลไกการก่อมะเร็งคือเชื้อจะแทรกตัวเข้าไปใน DNA ของเซลล์ ทำให้เซลล์กลายพันธุ์และเจริญเติบโตผิดปกติ กระบวนการนี้ใช้เวลานานถึง 5–20 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่การตรวจคัดกรองช่วยให้รักษาได้ทันก่อนที่โรคจะลุกลาม

หากแบ่งสายพันธุ์ตามระดับความเสี่ยง กลุ่มที่ต้องระมัดระวังคือกลุ่มเสี่ยงสูง โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นตัวการสำคัญ ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกราว 70% และมะเร็งปากทวารหนักราว 90% รองลงมาคือสายพันธุ์ 31, 33 และ 45 ซึ่งพบในมะเร็งปากมดลูกราว 10–15% ส่วนสายพันธุ์ 35, 39, 51, 52, 56, 58, 59 และ 68 จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปานกลางถึงสูง

ในทางตรงกันข้าม ยังมีกลุ่มเสี่ยงต่ำที่ก่อปัญหาน้อยกว่า เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ราว 90% แต่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่นเดียวกับสายพันธุ์ 40, 42, 43, 44, 54, 61, 70, 72 และ 81 ที่ทำให้เกิดหูดหรือติ่งเนื้อชนิดที่ไม่เป็นมะเร็ง

รูป infographic บอกถึงมะเร็งที่เกิดจาก HPV

มะเร็งจากเชื้อ HPV ไม่ได้มีเพียงมะเร็งปากมดลูก

แม้คนทั่วไปมักนึกถึงเชื้อ HPV คู่กับมะเร็งปากมดลูก แต่ในความเป็นจริงเชื้อนี้เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิด ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NCI) สรุปไว้ดังตารางต่อไปนี้

ที่มา: WHO / CDC
ชนิดมะเร็งสัดส่วนที่เกิดจาก HPV
มะเร็งปากมดลูก มากกว่า 95%
มะเร็งทวารหนัก ประมาณ 90% (สูงในกลุ่มชายรักชาย)
มะเร็งช่องคลอดและปากช่องคลอด ประมาณ 70%
มะเร็งคอหอยและช่องปาก ประมาณ 70% (เพิ่มขึ้นในผู้ชาย)
มะเร็งอวัยวะเพศชาย ประมาณ 60%

การพัฒนาเป็นมะเร็งใช้เวลานานแค่ไหน

ประเด็นที่ช่วยให้คลายกังวลได้คือ เส้นทางจากการติดเชื้อจนถึงการเป็นมะเร็งใช้เวลาหลายปี และมีหลายจุดที่สามารถตรวจพบและรักษาได้ทัน ในช่วง 0–2 ปีแรกถือเป็นระยะติดเชื้อ ร่างกายกำจัดเชื้อได้เองราว 90% และมักไม่มีอาการ หากเชื้อยังคงอยู่ในช่วง 2–5 ปี จะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรัง เชื้อเริ่มฝังตัวและทำให้เซลล์ผิดปกติ ซึ่งตรวจพบได้ด้วยการตรวจ HPV DNA และ Pap smear

เมื่อเข้าสู่ช่วง 5–10 ปี อาจพบเซลล์ผิดปกติระยะก่อนมะเร็ง (CIN ระดับ 1–3) ซึ่งระยะนี้ยังรักษาให้หายได้ และหากปล่อยไว้จนถึงช่วง 10–20 ปี เซลล์มะเร็งจึงเริ่มลุกลาม ทำให้ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือการฉายแสง

อนึ่ง ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อทุกคนจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง เพราะยังมีปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก 2–3 เท่า ภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากเชื้อ HIV ที่เพิ่มความเสี่ยงราว 5 เท่า การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนนานเกิน 5 ปี รวมถึงการขาดวิตามิน A, C, E และกรดโฟลิก

ตรวจ HPV ทำได้อย่างไร และ HPV DNA Typing คืออะไร

วิธีตรวจ HPV ที่แม่นยำที่สุดคือ HPV DNA Typing ซึ่งเป็นการตรวจระดับโมเลกุลด้วยเทคนิค PCR ความแม่นยำสูงถึง 99.9% สามารถเก็บตัวอย่างได้จากปัสสาวะช่วงเช้า สารคัดหลั่งจากช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากมดลูก โดยมุ่งตรวจหาเฉพาะสายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูงที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

HPV DNA Typing ใช้เทคโนโลยี PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ตรวจโรคโควิด-19 ที่หลายคนคุ้นเคย จุดเด่นคือสามารถตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณน้อยมาก ระบุสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน ตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลง และด้วยความแม่นยำสูงจึงไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำบ่อยครั้ง

ตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจมีอะไรบ้าง

การตรวจ HPV DNA Typing สามารถใช้ตัวอย่างได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับผู้รับการตรวจที่แตกต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
วิธีเก็บตัวอย่างความแม่นยำเหมาะกับผู้ใด
ปัสสาวะช่วงเช้า
(First Void Urine)
95–98%
 
ทุกเพศ
ไม่สะดวกตรวจภายใน
ไม่เจ็บตัว
สารคัดหลั่งช่องคลอด
(Vaginal Swab)
98–99.9%
 
ผู้หญิง
มีเพศสัมพันธ์แล้ว
สารคัดหลั่งทวารหนัก
(Anal Swab)
97–99%
 
มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
MSM
ปากมดลูก
(Cervical Swab)
สูงสุดถึง 99.9%
 
ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป
ตรวจร่วมกับ Pap smear

HPV DNA Typing ต่างจาก Pap smear อย่างไร

ความแตกต่างหลักอยู่ที่จังหวะของการตรวจพบ HPV DNA Typing ตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลง ขณะที่ Pap smear เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ที่เกิดขึ้นแล้ว ในด้านความแม่นยำ Pap smear มีโอกาสตรวจพลาดได้ 20–30% ส่วน HPV DNA มีโอกาสพลาดน้อยกว่า 1% ด้วยเหตุนี้ทั้งสองวิธีจึงเสริมกัน แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจร่วมกัน (Co-testing) สำหรับผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป

ใช้ฉี่ในการตรวจ HPV ด้วยวิธีPCR

ตรวจ HPV ด้วยวิธี PCR คืออะไร แตกต่างอย่างไร

การตรวจ HPV ด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) คือการตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) ของเชื้อ HPV ในระดับโมเลกุลโดยตรง วิธีนี้มีความแม่นยำสูงถึง 99.9% และตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณน้อยมาก จึงเป็นเทคนิคหลักที่ใช้ใน HPV DNA Typing ในปัจจุบัน

หลักการทำงานของวิธี PCR คือการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของเชื้อในตัวอย่างให้มากพอที่จะตรวจวัดได้ ทำให้สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ และเป็นเชื้อสายพันธุ์ใด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 ที่หลายคนคุ้นเคย

จุดเด่นของการตรวจ HPV ด้วยวิธี PCR มีหลายประการ ประการแรกคือความแม่นยำที่สูงกว่าการตรวจแบบเดิมอย่าง Pap smear ซึ่งมีโอกาสตรวจพลาดได้ 20–30% ขณะที่วิธี PCR พลาดน้อยกว่า 1% ประการที่สองคือสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ผิดปกติ และประการที่สามคือสามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้ ทำให้ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้อย่างเหมาะสม

ในด้านระยะเวลา การตรวจ HPV ด้วยวิธี PCR โดยทั่วไปทราบผลภายใน 3–5 วันทำการ และเก็บตัวอย่างได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปัสสาวะช่วงเช้า สารคัดหลั่งจากช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากมดลูก ผู้รับการตรวจจึงเลือกวิธีที่สะดวกและเป็นส่วนตัวที่สุดสำหรับตนเองได้

ผู้ชายและหญิงยืนคู่กันหลังจากฉีดวัคซีน HPV

ควรเริ่มตรวจ HPV เมื่อใด

โดยทั่วไป ผู้หญิงอายุ 21–29 ปี ควรตรวจ Pap smear ทุก 3 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุ 30–65 ปี ควรตรวจ HPV ร่วมกับ Pap smear ทุก 5 ปี ตามแนวทางการคัดกรองมาตรฐาน สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยหรือมีคู่นอนหลายคน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะสมกับตนเองเป็นพิเศษ

สำหรับผู้ชาย แม้จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก แต่สามารถเป็นพาหะและมีความเสี่ยงต่อมะเร็งทวารหนักหรือคอหอยจากเชื้อ HPV ได้ จึงควรพิจารณาเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ มีคู่นอนที่ตรวจพบเชื้อ หรือต้องการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชายที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งทวารหนักมากกว่าคนทั่วไป

ตรวจ HPV ใช้เวลากี่วันจึงรู้ผล

ระยะเวลารู้ผลขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือก หากตรวจด้วยวิธี PCR จะทราบผลภายใน 3–5 วันทำการ ส่วน HPV DNA Test แบบระบุสายพันธุ์โดยละเอียดใช้เวลาราว 7–10 วันทำการ และหากเป็นแบบ Rapid Test จะทราบผลภายใน 1–2 ชั่วโมง แต่มีความแม่นยำในระดับปานกลาง จึงเหมาะกับการคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น

ในระหว่างรอผล ผู้รับการตรวจสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีข้อห้ามเป็นพิเศษ ทั้งนี้ควรเข้ารับผลด้วยตนเองเพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์โดยตรง และหากมีข้อสงสัย ควรจดบันทึกไว้เพื่อสอบถามแพทย์ในวันฟังผล

ตรวจ HPV ราคาเท่าไร

ราคาการตรวจ HPV ขึ้นอยู่กับวิธีและระดับความละเอียดของการตรวจ แบบคัดกรองเบื้องต้นจากปัสสาวะมีราคาประหยัดกว่า ส่วนแบบ HPV DNA Typing ที่ระบุสายพันธุ์ครบถ้วนมีราคาสูงกว่า แต่ก็คุ้มค่า เนื่องจากมีความแม่นยำและไม่ต้องตรวจซ้ำบ่อย ที่ PSK Clinic มีหลายแพ็กเกจให้เลือกตามความต้องการ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นไปจนถึงแบบระบุสายพันธุ์โดยละเอียด พร้อมคำปรึกษาจากแพทย์

ผู้ที่ต้องการทราบราคาและแพ็กเกจล่าสุด สามารถสอบถามได้ทาง LINE @pskclinic ทีมงานยินดีให้ข้อมูลก่อนการตัดสินใจ

วัคซีน HPV ป้องกันได้จริงหรือไม่ และควรฉีดเมื่อใด

วัคซีน HPV ป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 16 และ 18 ได้มากกว่า 90% และมีหลักฐานทางวิชาการรองรับชัดเจน การศึกษาขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ปี 2021 พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนในช่วงอายุ 12–13 ปี ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีเพศสัมพันธ์ มีอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกลดลงถึง 87% กล่าวคือ ยิ่งฉีดในช่วงอายุน้อยยิ่งได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ที่มีอายุไม่เกิน 45 ปีก็ยังได้รับประโยชน์เช่นกัน

จำนวนเข็มที่ต้องฉีดแตกต่างกันตามช่วงอายุ ผู้ที่มีอายุ 9–14 ปี ฉีดเพียง 2 เข็ม ห่างกัน 6–12 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันตอบสนองได้ดีที่สุด ส่วนผู้ที่มีอายุ 15–26 ปี ต้องฉีด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 2 และ 6 ขณะที่ผู้ที่มีอายุ 27–45 ปี ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล เนื่องจากยังมีประโยชน์อยู่แต่ประสิทธิภาพอาจลดลง

วัคซีน HPV ในประเทศไทยมีหลายชนิด ได้แก่ Cervarix ซึ่งป้องกันสายพันธุ์ 16 และ 18, Gardasil 4 ที่เพิ่มการป้องกันสายพันธุ์ 6 และ 11 และ Gardasil 9 ที่ครอบคลุมมากที่สุดถึง 9 สายพันธุ์ ได้แก่ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58

อย่างไรก็ตาม แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังควรตรวจคัดกรองตามกำหนด เนื่องจากวัคซีนไม่ได้ครอบคลุมเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองจึงยังคงจำเป็นเพื่อการป้องกันที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ PSK Clinic ให้บริการวัคซีน HPV ทั้งชนิด 4 และ 9 สายพันธุ์

วิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก HPV

การป้องกัน HPV ที่ได้ผลไม่ได้พึ่งพาวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยหลายแนวทางควบคู่กัน เริ่มจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง จำกัดจำนวนคู่นอน และสื่อสารกับคู่นอนเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างเปิดเผย ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีน HPV โดยเฉพาะก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอทั้งการตรวจ HPV และ Pap smear ตามคำแนะนำของแพทย์

นอกจากนี้ การงดสูบบุหรี่ยังช่วยลดความเสี่ยงได้มาก เนื่องจากบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

หากผลตรวจออกมาเป็นบวก ผู้รับการตรวจไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองราว 90% ภายใน 2 ปี แพทย์จะช่วยวางแผนการติดตามที่เหมาะสม และการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

สรุป

HPV เป็นเชื้อที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ การตรวจจึงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เรารู้สถานะของตนเองได้อย่างแท้จริง ยิ่งเทคโนโลยี HPV DNA Typing สามารถตรวจจากปัสสาวะได้ ไม่เจ็บ และรู้ผลภายใน 3–5 วัน การตรวจคัดกรองในวันนี้จึงสะดวกและเป็นส่วนตัวมากกว่าเดิม

ที่สำคัญ การติดเชื้อ HPV ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่ควรรู้และดูแลตนเอง การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลแบบองค์รวม ทั้งการฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการใส่ใจสุขภาพทางเพศ หากรู้สึกไม่แน่ใจหรือกังวล การตรวจคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการรู้เร็วย่อมนำไปสู่การดูแลที่เร็วเช่นกัน

PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการตรวจ HPV และวัคซีน HPV อย่างเป็นส่วนตัว สามารถนัดหมายหรือสอบถามได้ที่ LINE @pskclinic หรือโทร 095-049-4142 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00–19.00 น. (คิวสุดท้าย 18.30น.)

คำถามที่พบบ่อย

HPV คืออะไร

HPV (Human Papillomavirus) คือเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งพบบ่อยที่สุด มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมด

วิธี PCR ทราบผลใน 3–5 วันทำการ ส่วน HPV DNA Test แบบระบุสายพันธุ์โดยละเอียดใช้เวลา 7–10 วัน และ Rapid Test ทราบผลใน 1–2 ชั่วโมง แต่มีความแม่นยำปานกลาง

ได้ แม้ผู้ชายจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก แต่สามารถเป็นพาหะและมีความเสี่ยงต่อมะเร็งทวารหนักและคอหอยจากเชื้อ HPV ได้ โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย สามารถตรวจได้จากปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งทวารหนัก

การตรวจจากปัสสาวะช่วงเช้าไม่เจ็บตัว สะดวก และเป็นส่วนตัว มีความแม่นยำ 95–98% เทียบเท่ากับวิธีอื่น จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกตรวจภายใน

ไม่ได้ 100% เนื่องจาก HPV ติดต่อผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ปกคลุม เช่น ถุงอัณฑะและขาหนีบ ถุงยางช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ควรใช้ร่วมกับวัคซีนและการตรวจคัดกรอง

มีความเสี่ยง เนื่องจาก HPV ติดต่อได้ทุกเพศผ่านการสัมผัสผิวหนังและการมีเพศสัมพันธ์ทุกช่องทาง การใช้ถุงยางอนามัยและการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงได้

อ้างอิง

  1. National Cancer Institute (NCI) — HPV and Cancer. https://www.cancer.gov/about-cancer/causes-prevention/risk/infectious-agents/hpv-and-cancer
  2. World Health Organization (WHO) — Cervical cancer. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/cervical-cancer
  3. Falcaro M, et al. The Lancet (2021) — HPV vaccination programme in England: cervical cancer reduction 87%. https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(21)02178-4/abstract
  4. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — HPV. https://www.cdc.gov/hpv/
  5. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. https://ddc.moph.go.th/