วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดที่ไหนดี ป้องกันได้จริงไหม ครบทุกเรื่องที่ควรรู้

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ผู้ที่เคยนอนป่วยอยู่บนเตียงด้วยไข้สูง ปวดหัวจนขยับตัวไม่ได้ และปวดเมื่อยทั่วร่างกาย มักนึกขึ้นมาว่า หากได้รับวัคซีนไว้ตั้งแต่ต้นปี อาการเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้น

ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดาที่รุนแรงกว่า แต่เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยต้องหยุดพักหลายวัน บางรายมีอาการหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทำให้มีผู้ป่วยรุนแรงราว 3–5 ล้านคน และเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนทางเดินหายใจ 290,000–650,000 คนต่อปีทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ไข้หวัดใหญ่ยังระบาดต่อเนื่องและมีแนวโน้มสูงขึ้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าตลอดปี พ.ศ. 2568 มีผู้ป่วยสะสมกว่า 1.19 ล้านราย และเสียชีวิต 129 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัว ขณะที่กลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือเด็กเล็กและวัยเรียน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการป้องกันด้วยวัคซีนยังจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

บทความนี้จะพาทำความเข้าใจไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ต้น ทั้งที่มา ความแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา กลไกของวัคซีน ใครควรฉีด และเหตุผลที่การฉีดปีละครั้งยังสำคัญ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัส Influenza แนะนำให้ฉีดปีละ 1 ครั้ง เพราะเชื้อเปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี เหมาะสำหรับทุกคนอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ร่างกายใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีดจึงสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่

คนนอนป่วยด้วยอาการไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่คืออะไร ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่คืออะไร เกิดจากอะไร

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งมีหลายสายพันธุ์และเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี

เชื้อชนิดนี้แพร่กระจายง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุย และติดต่อได้จากการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วนำมือมาแตะตา จมูก หรือปาก ในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น ออฟฟิศ โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ เชื้อจึงแพร่กระจายได้รวดเร็ว

ในประเทศไทย การระบาดมักเกิดในช่วงฤดูฝน (ประมาณเดือนมิถุนายน–ตุลาคม) และช่วงต้นปี ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการระบาดในประเทศเขตร้อนชื้น

ไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดาต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงความเร็วและความรุนแรงของอาการ ไข้หวัดใหญ่เริ่มอาการฉับพลันภายใน 1–2 ชั่วโมง มีไข้สูง 38–40°C ปวดเมื่อยทั้งตัวและอ่อนเพลียมาก ส่วนไข้หวัดธรรมดาค่อย ๆ เริ่มใน 1–3 วัน มักไม่มีไข้สูง และยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ผู้ป่วยจำนวนมากสับสนระหว่างสองโรคนี้เพราะชื่อใกล้เคียงกัน แต่ทั้งสองต่างกันชัดเจนทั้งความรุนแรง ความเร็วของอาการ และผลกระทบต่อร่างกาย

ไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) มักเกิดจากไวรัสหลายชนิด เช่น Rhinovirus อาการค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีไข้สูงและหายเองภายใน 7–10 วัน

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เริ่มอาการฉับพลัน ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดหัวรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วตัว และอ่อนเพลียมากจนลุกจากเตียงได้ยาก บางรายเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล

วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ หากยังลุกขึ้น กินอาหาร และทำงานได้ตามปกติ มักเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่หากเพียงเปลี่ยนท่านอนก็เหนื่อยและหนักผิดปกติ อาการนั้นอาจเป็นสัญญาณของไข้หวัดใหญ่

ตารางเปรียบเทียบ: ไข้หวัดใหญ่ vs ไข้หวัดธรรมดา

ลักษณะไข้หวัดใหญ่ (Influenza)ไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)
การเริ่มอาการเฉียบพลัน ภายใน 1-2 ชั่วโมงค่อยๆ เริ่ม ใน 1-3 วัน
ไข้สูง 38-40°Cไข้ต่ำหรือไม่มีเลย
ปวดเมื่อยตัวรุนแรงมากเล็กน้อยหรือไม่มี
อ่อนเพลียมากจนขยับตัวได้ยากเล็กน้อย ยังทำกิจวัตรได้
น้ำมูก/คัดจมูกมีบ้าง แต่ไม่ใช่อาการหลักมาก เป็นอาการหลัก
ระยะฟื้นตัว5-7 วัน (อาจอ่อนเพลียต่อเนื่องหลายสัปดาห์)7-10 วัน
ภาวะแทรกซ้อนเสี่ยงสูงในกลุ่มเปราะบางพบน้อย
วัคซีนป้องกันมี (แนะนำปีละครั้ง)ไม่มี

อาการของไข้หวัดใหญ่

อาการหลักที่พบบ่อยในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ได้แก่

  • ไข้สูง มักขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 38–40 องศาเซลเซียส
  • ปวดหัวรุนแรง บางรายรุนแรงจนทนแสงไม่ได้
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยเฉพาะบริเวณหลัง ขา และแขน
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ รู้สึกเหนื่อยแม้ไม่ได้ออกแรง
  • ไอแห้ง และอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • เจ็บคอ และคัดจมูกในบางราย
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย พบได้บ้าง โดยเฉพาะในเด็ก

อาการส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 5–7 วัน อย่างไรก็ตาม ความอ่อนเพลียอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องอีกหลายสัปดาห์ ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างปอดอักเสบ (Pneumonia) ได้

ประเภทของไข้หวัดใหญ่มีอะไรบ้าง

ไข้หวัดใหญ่แบ่งเป็น 4 สายพันธุ์หลัก คือ A, B, C และ D การรู้จักแต่ละสายพันธุ์ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดวัคซีนจึงต้องปรับสูตรทุกปี และเหตุใดเชื้อชนิดนี้จึงยังเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขต่อเนื่อง

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุหลักของการระบาดในวงกว้างทั้งระดับประเทศและระดับโลก

ลักษณะที่ทำให้สายพันธุ์ A น่ากังวลเป็นพิเศษ คือเชื้อชนิดนี้ไม่ได้ติดต่อเฉพาะในมนุษย์ แต่ยังพบได้ในสัตว์หลายชนิด จึงมีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์และการรวมตัวทางพันธุกรรม (Reassortment) ได้บ่อยกว่าสายพันธุ์อื่น

สายพันธุ์ย่อยที่คุ้นเคยกันดีในประเทศไทยและทั่วโลก ได้แก่ H1N1 ซึ่งเคยก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2552 และ H3N2 โดยทั้งสองสายพันธุ์นี้มักรวมอยู่ในวัคซีนประจำปีตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B พบการระบาดตามฤดูกาลเช่นเดียวกับสายพันธุ์ A แต่แพร่ระบาดในมนุษย์เป็นหลัก ไม่ค่อยพบในสัตว์ จึงทำให้การกลายพันธุ์เกิดขึ้นช้ากว่า

อาการของผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ B มีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ A ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย ปัจจุบันสายพันธุ์ B มีสายพันธุ์ย่อยสองกลุ่มหลัก คือ B/Yamagata และ B/Victoria ซึ่งเป็นเหตุผลที่วัคซีน 4 สายพันธุ์ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อครอบคลุมทั้งสองกลุ่ม

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C พบได้น้อยกว่าสายพันธุ์อื่น และโดยทั่วไปก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ A และ B มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และไม่ก่อให้เกิดการระบาดในวงกว้าง จึงไม่ใช่สายพันธุ์หลักในวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไป

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ D

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ D พบได้ในสัตว์บางชนิดเป็นหลัก โดยเฉพาะโค และสุกร และยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสายพันธุ์นี้แพร่ระบาดในมนุษย์อย่างแพร่หลาย จึงไม่ใช่สายพันธุ์หลักในวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับมนุษย์

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง

วัคซีนไข้หวัดใหญ่คือสารชีววัตถุที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยไม่ทำให้เกิดโรคจริง เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันจะเรียนรู้วิธีจดจำและต่อสู้กับเชื้อล่วงหน้า หากสัมผัสเชื้อจริงในภายหลัง จึงตอบสนองได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า เมื่อสายพันธุ์ในวัคซีนตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดจริง วัคซีนช่วยลดโอกาสป่วยจากไข้หวัดใหญ่ได้ประมาณ 40–60% ในประชากรทั่วไป

ประโยชน์ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีดังนี้

  • ลดโอกาสป่วย ลดโอกาสติดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ประสิทธิภาพขึ้นกับความสอดคล้องระหว่างสายพันธุ์ในวัคซีนกับสายพันธุ์ที่ระบาดจริงในแต่ละปี
  • ลดความรุนแรงของอาการ ผู้ที่ฉีดแล้วและยังติดเชื้อ มักมีอาการเบากว่าผู้ที่ไม่ได้ฉีด
  • ลดความเสี่ยงนอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
  • ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น เมื่อผู้ฉีดมีอาการน้อยลง โอกาสแพร่เชื้อก็ลดลงตาม

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% แต่เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจนที่สุดในการลดภาระโรคในระดับประชากร

“คนไข้หลายคนเข้าใจว่าฉีดวัคซีนแล้วจะไม่ป่วยเลย จริง ๆ แล้ววัคซีนไม่ได้กันได้ 100% แต่สิ่งที่เห็นชัดในเวชปฏิบัติคือ คนที่ฉีดแล้วถ้าติดเชื้อ อาการมักเบากว่าและฟื้นตัวเร็วกว่ามาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่เราห่วงที่สุด” — แพทย์ประจำ PSK Clinic

ชนิดของวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีอะไรบ้าง

ตารางเปรียบเทียบ: วัคซีนไข้หวัดใหญ่แต่ละชนิด

ชนิดวัคซีนครอบคลุมสายพันธุ์รูปแบบเหมาะกับ
3 สายพันธุ์ (Trivalent)A (H1N1, H3N2) + B 1 ตัวฉีดทุกกลุ่มอายุ ≥ 6 เดือน
4 สายพันธุ์ (Quadrivalent)A (H1N1, H3N2) + B 2 ตัวฉีดทุกกลุ่มอายุ ≥ 6 เดือน
เชื้อตาย (Inactivated)ขึ้นกับสูตร 3 หรือ 4 สายพันธุ์ฉีดทุกกลุ่ม รวมหญิงตั้งครรภ์
เชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (LAIV)4 สายพันธุ์พ่นจมูกเด็กอายุ 2-49 ปีที่มีสุขภาพดี

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ (Trivalent Influenza Vaccine)

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ หรือ Trivalent Influenza Vaccine ได้รับการออกแบบมาเพื่อครอบคลุมเชื้อไข้หวัดใหญ่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ไวรัสสายพันธุ์ A จำนวน 2 ตัว คือ H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B จำนวน 1 ตัว

วัคซีนชนิดนี้ใช้กันมาอย่างยาวนานและมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ เหมาะสำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลตามคำแนะนำของแพทย์

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Influenza Vaccine)

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ หรือ Quadrivalent Influenza Vaccine เพิ่มการครอบคลุมสายพันธุ์ B อีกหนึ่งตัว โดยครอบคลุมทั้ง B/Yamagata และ B/Victoria

วัคซีน 4 สายพันธุ์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ว่า ในบางปีสายพันธุ์ B ที่ระบาดจริงอาจเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้รวมอยู่ในวัคซีน 3 สายพันธุ์ วัคซีน 4 สายพันธุ์จึงช่วยลดความเสี่ยงในส่วนนี้ได้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย (Inactivated Influenza Vaccine)

วัคซีนชนิดเชื้อตายเป็นรูปแบบที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศไทยและทั่วโลก โดยมักอยู่ในรูปแบบการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

คำว่า “เชื้อตาย” หมายความว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ในวัคซีนผ่านกระบวนการทำให้ไม่สามารถจำลองตัวเองได้แล้ว จึงไม่สามารถก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่จากตัววัคซีนได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปทุกกลุ่ม รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Influenza Vaccine)

วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ใช้เชื้อไวรัสที่ผ่านการดัดแปลงให้มีความรุนแรงลดลง มักอยู่ในรูปแบบการพ่นจมูก และพบได้ในบางประเทศ

วัคซีนชนิดนี้อาจกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้หลากหลายกว่า เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติได้ใกล้เคียงกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่เหมาะสำหรับทุกกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หญิงตั้งครรภ์ หรือเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อประเมินความเหมาะสมรายบุคคล

ทำไมต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี

ต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีด้วย 2 เหตุผลหลัก หนึ่งคือเชื้อไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี ทำให้วัคซีนปีก่อนอาจไม่ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาดในปีถัดไป และสองคือภูมิคุ้มกันจากวัคซีนค่อย ๆ ลดลงตามเวลา การฉีดซ้ำจึงช่วยรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ

หลายคนสงสัย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับวัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนบาดทะยัก ที่ฉีดครั้งเดียวคุ้มครองได้หลายปี เหตุใดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงต้องฉีดซ้ำทุกปี

เชื้อไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนสายพันธุ์ได้ทุกปี

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการนี้มีสองรูปแบบ คือ Antigenic Drift ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยในโปรตีนผิวของไวรัส และ Antigenic Shift ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่อาจก่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ทั้งหมด

เพื่อให้วัคซีนสอดคล้องกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในแต่ละฤดูกาล องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงดำเนินการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ข้อมูลจากทั่วโลก แล้วออกคำแนะนำองค์ประกอบของวัคซีนสำหรับปีถัดไปปีละสองครั้ง ได้แก่ สำหรับซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้

ด้วยเหตุนี้ วัคซีนในปีปัจจุบันจึงอาจไม่สามารถให้ความคุ้มครองที่เพียงพอต่อสายพันธุ์ที่ระบาดในปีถัดไปได้

ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

แม้ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ แต่ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 6–12 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าวัยอื่น การฉีดซ้ำทุกปีจึงช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการป้องกันในช่วงที่มีการระบาด

ช่วยลดการแพร่เชื้อสู่ผู้ใกล้ชิด

การรับวัคซีนไม่เพียงเป็นการดูแลสุขภาพของตนเอง แต่ยังเป็นการดูแลผู้อื่นในเวลาเดียวกัน

ผู้ที่ได้รับวัคซีนและไม่เจ็บป่วยจะไม่เป็นแหล่งกระจายเชื้อสู่เด็กเล็กที่ยังไม่ถึงวัยฉีดวัคซีน ผู้สูงอายุในครอบครัว หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ร่วมงานที่มีโรคประจำตัว สิ่งที่นักระบาดวิทยาเรียกว่า ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) เกิดขึ้นได้ก็เพราะประชาชนในชุมชนร่วมกันรับวัคซีนในจำนวนที่มากพอ

ตารางคนที่ควรฉีดไข้หวัดใหญ่

ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

องค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคแนะนำให้ทุกคนอายุ 6 เดือนขึ้นไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ โดยมีบางกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน

เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

เด็กเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ ทั้งปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ วัคซีนจึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมการป้องกันในช่วงวัยที่ร่างกายเปราะบาง

ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว

ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดเรื้อรัง เบาหวาน โรคไต โรคตับ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ รวมถึงผู้ที่อยู่กับเชื้อ HIV เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่

สำหรับกลุ่มนี้ ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เพียงอาการป่วยที่น่ารำคาญ แต่อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคประจำตัวทรุดหนักลง หรือนำไปสู่การนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลได้

หญิงตั้งครรภ์และผู้ดูแลคนใกล้ชิด

หญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ องค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นสามารถถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ได้ด้วย

ผู้ดูแลเด็กเล็ก ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์ ก็ควรได้รับวัคซีน เพื่อลดโอกาสนำเชื้อไปแพร่สู่กลุ่มที่เปราะบางกว่า

วัคซีนไข้หวัดใหญ่เหมาะกับใครเป็นพิเศษ

ผู้ที่ทำงานพบปะผู้คนจำนวนมาก

ผู้ที่ต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะทุกวัน ทำงานในสำนักงานที่มีพนักงานจำนวนมาก สอนหนังสือ ให้บริการในธุรกิจค้าปลีก หรือเดินทางเป็นประจำ ล้วนอยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อจากผู้คนหลากหลายในแต่ละวัน ความเสี่ยงในการติดเชื้อจึงสูงกว่าผู้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในที่พักอาศัย

วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว และยังช่วยลดโอกาสนำเชื้อกลับไปสู่สมาชิกในครอบครัวด้วย

ผู้ที่อาศัยอยู่กับเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

ครอบครัวที่มีเด็กเล็กซึ่งยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ หรือมีสมาชิกที่มีโรคประจำตัว การที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้รับวัคซีนถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างชั้นป้องกันรอบๆ ผู้ที่เปราะบางที่สุด

แนวคิดนี้เรียกว่า Cocooning Strategy ซึ่งหมายถึงการให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทุกคนรับวัคซีน เพื่อโอบล้อมและปกป้องผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้

ผู้ที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพชีวิต

ไข้หวัดใหญ่ทำให้ผู้ป่วยต้องหยุดพักเฉลี่ย 3–5 วัน บางรายนานกว่านั้น ส่วนความอ่อนเพลียที่ตามมาอาจยืดเยื้อเป็นสัปดาห์ ซึ่งกระทบทั้งรายได้ ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพชีวิต

การฉีดวัคซีนปีละครั้งจึงไม่ใช่เพียงการลงทุนในสุขภาพ แต่ยังเป็นการปกป้องเวลาและศักยภาพในการทำงานของตนเอง

นักกล้ามฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

เตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

แจ้งประวัติสุขภาพก่อนรับวัคซีน

ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง บุคลากรทางการแพทย์จะซักถามประวัติสุขภาพเพื่อประเมินความเหมาะสม ข้อมูลที่ควรแจ้ง ได้แก่

  • ประวัติการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน เช่น การแพ้ไข่ไก่ เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่บางชนิดผลิตโดยใช้ไข่ไก่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนที่ไม่ผลิตในไข่ไก่สำหรับผู้ที่แพ้รุนแรงแล้วก็ตาม
  • ยาที่กำลังรับประทานอยู่ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  • สภาวะสุขภาพในปัจจุบัน เพื่อประเมินว่ามีโรคประจำตัวหรือภาวะอื่นที่อาจส่งผลต่อการรับวัคซีนหรือไม่
  • ภาวะตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร เนื่องจากมีผลต่อการเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสม

หากมีไข้สูงหรืออยู่ในระหว่างเจ็บป่วย ควรเลื่อนการรับวัคซีน

หากในวันที่นัดรับวัคซีนผู้รับบริการมีไข้สูง เจ็บป่วยเฉียบพลัน ไอมาก เจ็บคอรุนแรง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรเลื่อนนัดออกไปก่อน

เหตุผลไม่ใช่เพราะวัคซีนจะเป็นอันตราย แต่เนื่องจากขณะที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่เต็มที่ และยากต่อการแยกแยะว่าอาการที่เกิดขึ้นหลังรับวัคซีนมาจากวัคซีนหรือจากโรคที่เป็นอยู่ก่อน

พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารตามปกติ

ในวันก่อนและวันที่จะรับวัคซีน ผู้รับบริการควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ และดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่ควรอดอาหารก่อนรับวัคซีน เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลียภายหลังได้

เตรียมประวัติการรับวัคซีนในอดีต

ผู้ที่มีสมุดบันทึกวัคซีนหรือจำได้ว่าได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อใด ควรแจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ก่อนรับวัคซีน เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้รับปีละ 1 ครั้ง การมีข้อมูลประวัติการฉีดช่วยให้แพทย์ประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น

วางแผนฉีดวัคซีนก่อนช่วงฤดูกาลระบาด

วัคซีนไม่ได้ให้ความคุ้มครองทันทีในวันแรกที่ฉีด ร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ถึงระดับที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการฉีดก่อนช่วงที่มีการระบาดในพื้นที่ หรือก่อนเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง จึงให้ผลดีที่สุด

ในประเทศไทย แนะนำให้ฉีดก่อนช่วงฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม–มิถุนายน) หรือช่วงต้นปี (เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นช่วงที่พบการระบาดบ่อยครั้ง

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีอะไรบ้าง

อาการที่พบได้ทั่วไป

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่รุนแรงน้อยและหายเองภายใน 1–2 วัน ได้แก่

  • ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • ไข้ต่ำ หรือรู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย
  • ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะเล็กน้อย

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังตอบสนองต่อวัคซีน ไม่ได้หมายความว่าผู้รับวัคซีนกำลังป่วยจากวัคซีน และมักหายเองโดยไม่ต้องรักษา

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์

แม้พบได้น้อยมาก แต่ผู้รับวัคซีนควรรีบพบแพทย์ทันทีหากเกิดอาการต่อไปนี้

  • ผื่นลมพิษ (Hives) หรือผื่นแดงกระจายทั่วร่างกาย
  • หายใจลำบากหรือหอบ
  • ใบหน้าบวม ปากบวม หรือลิ้นบวม
  • เวียนศีรษะมากหรือรู้สึกจะเป็นลม
  • ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ Anaphylaxis หรือปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมากแต่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน จึงเป็นเหตุผลที่สถานพยาบาลส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้รับวัคซีนนั่งสังเกตอาการ 15–30 นาทีหลังฉีด

สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

คำถามคำตอบ
ใครควรฉีดวัคซีนทุกคนอายุ 6 เดือนขึ้นไป
ความถี่ในการฉีดปีละ 1 ครั้ง
ช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนฤดูระบาด (พ.ค.–มิ.ย. หรือ ธ.ค.–ม.ค.)
ระยะเวลาที่วัคซีนออกฤทธิ์ประมาณ 14 วันหลังฉีด
ระยะเวลาที่วัคซีนคุ้มครอง6–12 เดือน
ประสิทธิภาพลดโอกาสป่วยประมาณ 40–60% เมื่อสายพันธุ์ตรงกัน (CDC)
หญิงตั้งครรภ์ฉีดได้ไหมได้ (เฉพาะชนิดเชื้อตาย)
อาการข้างเคียงที่พบบ่อยปวดบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ำ อ่อนเพลียเล็กน้อย (หายใน 1–2 วัน)
ฉีดแล้วยังเป็นไข้หวัดได้ไหมได้ แต่อาการเบากว่าและฟื้นตัวเร็วกว่า

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ไหนดี

ป้องกันได้ง่ายกว่าการรักษาในภายหลัง

มีหลักการด้านสาธารณสุขว่า “Prevention is better than cure” และสำหรับไข้หวัดใหญ่ หลักการนี้ยิ่งสำคัญเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยรุนแรง โอกาสที่เสียไปจากการหยุดพัก และคุณภาพชีวิตที่ลดลงระหว่างป่วย ล้วนมีมูลค่าสูงกว่าการฉีดวัคซีนปีละครั้ง วัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่าย มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน และเหมาะสำหรับผู้มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปทุกคน

ปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนเพื่อความมั่นใจ

แม้วัคซีนไข้หวัดใหญ่จะใช้งานมายาวนานและมีความปลอดภัยสูง แต่ผู้รับบริการแต่ละรายมีสภาวะสุขภาพต่างกัน การปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนฉีดจึงสำคัญ เพื่อเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสม ประเมินช่วงเวลาที่ดีที่สุด และตรวจสอบว่าไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมให้คำปรึกษาก่อนฉีดและดูแลหลังฉีด ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและไม่ตัดสิน นอกจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังมีบริการวัคซีน HPV วัคซีนตับอักเสบบี ยา PrEP/PEP และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ติดต่อนัดหมายได้ที่ LINE: @pskclinic หรือโทร 095-049-4142

อ้างอิง