ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมักเล่าว่าช่วงที่อาการหนักที่สุด รู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นกำลังจะแตก ไข้สูงไม่ยอมลด ปวดศีรษะรุนแรง และอ่อนเพลียจนลุกจากเตียงแทบไม่ไหว บางรายมีเลือดออกหรือช็อกจนต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
ไข้เลือดออกไม่ใช่โรคไกลตัว ข้อมูลกรมควบคุมโรคระบุว่าปี 2566 ประเทศไทยพบผู้ป่วยราว 158,000 ราย เสียชีวิตราว 190 ราย และปี 2567 พบผู้ป่วยกว่า 97,000 ราย การป้องกันล่วงหน้าจึงสำคัญ และวัคซีนคือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงได้
บทความนี้จะพาทำความเข้าใจโรคไข้เลือดออกและวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอย่างครบถ้วน ทั้งชนิดของวัคซีน จำนวนเข็ม ใครฉีดได้ ราคาโดยประมาณ และวิธีดูแลตนเอง
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกคือวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต้านเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก วัคซีนที่ใช้ในไทยขณะนี้คือ Qdenga (TAK-003) ครอบคลุมเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ ฉีด 2 เข็มห่างกัน 3 เดือน สำหรับผู้มีอายุ 4–60 ปี โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนเสมอ เพราะแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้และข้อควรระวังต่างกัน
โรคไข้เลือดออกคืออะไร เกิดจากอะไร?
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะ ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่แพร่ผ่านการถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด พบมากในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน
กลไกการติดเชื้อและพาหะนำโรค
เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus หรือ DENV) มีพาหะหลักคือ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) ในบางพื้นที่ การแพร่เชื้อเริ่มจากยุงลายกัดดูดเลือดผู้ป่วยที่มีไวรัสในกระแสเลือด เชื้อจะเข้าสู่ตัวยุง และเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่น เชื้อก็ถ่ายทอดต่อ
ยุงลายมักวางไข่ในน้ำนิ่งที่ขังในภาชนะ เช่น จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า หรือภาชนะที่ไม่ปิดฝา ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้นตลอดปี ยุงลายจึงแพร่พันธุ์ได้ต่อเนื่อง และการระบาดมักพุ่งสูงในฤดูฝน (พฤษภาคม–กันยายน)

อาการโรคไข้เลือดออกเป็นอย่างไร?
อาการไข้เลือดออกมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรงที่อาจอันตรายถึงชีวิต โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะไข้ (Febrile Phase): ช่วง 2–7 วันแรก ผู้ป่วยมีไข้สูงกะทันหัน มักถึง 39–40 องศาเซลเซียส ร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อมาก (จนบางครั้งเรียกว่า “Breakbone Fever”) คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีผื่นแดง
ระยะวิกฤต (Critical Phase): เกิดช่วงไข้เริ่มลด มักอยู่วันที่ 3–7 ของการป่วย ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจมีพลาสมารั่วออกจากหลอดเลือด เกิดน้ำในช่องท้องหรือเยื่อหุ้มปอด และอาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (Petechiae) รวมถึงภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ที่อันตรายถึงชีวิต
ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): ช่วง 2–3 วันสุดท้ายของผู้ป่วยที่ผ่านระยะวิกฤตมาได้ ร่างกายจะดูดซึมน้ำที่รั่วกลับเข้าสู่กระแสเลือด อาการค่อย ๆ ดีขึ้น และเริ่มรับประทานอาหารได้ตามปกติ
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ ปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง เลือดออกผิดปกติ หายใจเร็วหรือลำบาก ง่วงซึมผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือกระสับกระส่ายโดยไม่มีสาเหตุ

ไข้เลือดออกมีกี่สายพันธุ์
ไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์หลัก (Serotype) คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 แต่ละสายพันธุ์ก่อโรคไข้เลือดออกได้ และประเทศไทยพบการระบาดของทั้ง 4 สายพันธุ์สลับกันในแต่ละปี การติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งไม่ได้ป้องกันอีก 3 สายพันธุ์ได้ถาวร
สายพันธุ์ DENV-2 และ DENV-3 มักเชื่อมโยงกับอาการรุนแรงมากกว่าในบางการศึกษา แต่ความรุนแรงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งสายพันธุ์ ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และประวัติการติดเชื้อในอดีต
ตารางสรุป: ไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์
| สายพันธุ์ | ลักษณะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| DENV-1 | พบการระบาดทั่วไปในเขตร้อน | ก่อให้เกิดโรคได้ในทุกระดับความรุนแรง |
| DENV-2 | มีความเชื่อมโยงกับอาการรุนแรงในบางกรณี | มักพบในการระบาดขนาดใหญ่ |
| DENV-3 | แพร่หลายในเอเชียและแอฟริกา | อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อซ้ำ |
| DENV-4 | พบน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น | แต่ยังคงก่อโรคได้เช่นเดียวกัน |
ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่
สามารถติดเชื้อซ้ำได้ และนี่คือจุดที่ทำให้โรคไข้เลือดออกมีความซับซ้อนกว่าโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป
เมื่อบุคคลหนึ่งติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อสายพันธุ์นั้น ซึ่งให้ความคุ้มครองในระยะยาว แต่จะให้ความคุ้มครองต่อสายพันธุ์อื่นๆ อีก 3 สายพันธุ์ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นประมาณ 2–3 เดือน ภูมิคุ้มกันชั่วคราวนี้จะค่อยๆ ลดลง และร่างกายอาจสามารถติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยพบว่าการติดเชื้อครั้งที่สองจากสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไป มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดอาการรุนแรง เนื่องจากกลไกภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Antibody-Dependent Enhancement (ADE) ซึ่งภูมิคุ้มกันที่หลงเหลือจากการติดเชื้อครั้งแรกอาจช่วยให้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้นในบางกรณี
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนจึงไม่ควรประมาท และการพิจารณารับวัคซีนอาจมีประโยชน์ โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมรายบุคคล
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกคืออะไร
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกคือสารชีววัตถุที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับไวรัสเดงกีได้ โดยไม่ทำให้เกิดโรครุนแรง เป้าหมายคือลดโอกาสป่วย ลดความรุนแรง และลดการนอนโรงพยาบาล แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% จึงต้องใช้ร่วมกับการป้องกันยุงกัด
วัคซีนไข้เลือดออกมีประโยชน์อย่างไร?
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกคือสารชีววัตถุที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสเดงกี โดยไม่ทำให้เกิดโรครุนแรง
ประโยชน์ของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีดังนี้
- ลดความเสี่ยงในการป่วยจากไวรัสเดงกี โดยเฉพาะในผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดสูง
- ลดโอกาสเกิดอาการรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออก ภาวะช็อก หรือไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (Severe Dengue)
- ลดความเสี่ยงในการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งลดทั้งภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกไม่ได้ให้ความคุ้มครอง 100% ดังนั้นผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วยังควรใช้มาตรการป้องกันยุงกัดร่วมด้วยเสมอ นอกจากนี้ วัคซีนไข้เลือดออกยังมีข้อบ่งใช้และข้อควรระวังที่แตกต่างจากวัคซีนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง
วัคซีนไข้เลือดออกครอบคลุมสายพันธุ์ใดบ้าง?
วัคซีนไข้เลือดออกที่พัฒนาขึ้นส่วนใหญ่มีเป้าหมายครอบคลุมไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ (Tetravalent) เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดก็ได้ที่อาจระบาดในพื้นที่
วัคซีน TAK-003 หรือชื่อการค้า Qdenga เป็นชนิด Tetravalent ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย โดย WHO ระบุว่า TAK-003 เป็นวัคซีนเดงกีตัวที่สองที่ได้รับคำแนะนำการใช้ในบางกลุ่มประชากร
วัคซีนไข้เลือดออกมีกี่ชนิด? เปรียบเทียบ Qdenga กับ Dengvaxia
วัคซีนไข้เลือดออกที่มีใช้แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ Qdenga (TAK-003) และ Dengvaxia (CYD-TDV) ทั้งคู่ครอบคลุมเดงกี 4 สายพันธุ์ แต่ต่างกันที่เงื่อนไขการใช้ จำนวนเข็ม และช่วงอายุ โดย Qdenga คือชนิดที่ใช้ในไทยขณะนี้
ตารางเปรียบเทียบวัคซีนไข้เลือดออก
| วัคซีน | สายพันธุ์ที่ครอบคลุม | จำนวนเข็ม | ช่วงอายุที่แนะนำ | ข้อสังเกต |
|---|---|---|---|---|
| Qdenga (TAK-003) | DENV 1-4 | 2 เข็ม (ห่างกัน 3 เดือน) | 4-60 ปี (ตาม อย. ไทย) | WHO แนะนำในเด็ก 6-16 ปีในพื้นที่ระบาดสูง |
| Dengvaxia (CYD-TDV) | DENV 1-4 | 3 เข็ม (ทุก 6 เดือน) | มีข้อจำกัดสูง | FDA สหรัฐฯ อนุมัติเฉพาะผู้ที่มียืนยันเคยติดเชื้อมาก่อน |
วัคซีน Qdenga (TAK-003) คืออะไร?
Qdenga หรือ TAK-003 เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Tetravalent Dengue Vaccine) ที่พัฒนาโดยบริษัท Takeda Pharmaceutical
วัคซีนชนิดนี้มีกลไกโดยใช้ไวรัสเดงกีสายพันธุ์ 2 ที่ผ่านการดัดแปลงให้อ่อนฤทธิ์เป็นโครงหลัก และแทรกยีนของไวรัสเดงกีสายพันธุ์ 1, 3 และ 4 เข้าไป เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อทั้ง 4 สายพันธุ์
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทย ระบุข้อบ่งใช้สำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกีทุกสายพันธุ์ในผู้ที่มีอายุ 4–60 ปี โดย WHO แนะนำการใช้ TAK-003 ในเชิงโครงการสำหรับเด็กอายุ 6–16 ปี ในพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อสูง ทั้งนี้ควรอ้างอิงคำแนะนำของแพทย์และแนวทางทางการในแต่ละประเทศเป็นหลัก
วัคซีน Dengvaxia (CYD-TDV) ต่างจาก Qdenga อย่างไร?
Dengvaxia หรือ CYD-TDV พัฒนาโดยบริษัท Sanofi Pasteur มีข้อจำกัดการใช้งานสูงกว่า Qdenga อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่า Dengvaxia อนุมัติสำหรับผู้มีอายุ 9–16 ปี ที่อาศัยในพื้นที่ระบาด และ มีประวัติติดเชื้อไข้เลือดออกที่ยืนยันทางห้องปฏิบัติการมาก่อนเท่านั้น
เหตุผลของข้อจำกัดนี้คือ การศึกษาพบว่าผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อเดงกี (Seronegative) แล้วได้รับ Dengvaxia อาจเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงขึ้นหากติดเชื้อภายหลัง การประเมินประวัติการติดเชื้อก่อนรับวัคซีนชนิดนี้จึงสำคัญมาก
วัคซีนไข้เลือดออกต้องฉีดกี่เข็ม?
จำนวนเข็มขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน สำหรับ Qdenga ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่สองห่างจากเข็มแรกประมาณ 3 เดือน ส่วน Dengvaxia ฉีด 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 6 เดือน ควรฉีดให้ครบตามกำหนดเพื่อให้ภูมิคุ้มกันขึ้นเต็มที่
- Qdenga (TAK-003): ฉีด 2 เข็ม เข็มที่สองห่างจากเข็มแรกประมาณ 3 เดือน (12 สัปดาห์)
- Dengvaxia (CYD-TDV): ฉีด 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 6 เดือน
การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกไม่ใช่ฉีดครั้งเดียวจบ แต่ต้องฉีดครบตามที่แพทย์นัด หากฉีดไม่ครบ ระดับภูมิคุ้มกันอาจไม่เพียงพอ ผู้รับวัคซีนจึงควรบันทึกวันที่ฉีดไว้ และหากจำเป็นต้องเลื่อนนัด ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินว่าฉีดต่อได้หรือต้องเริ่มใหม่
ควรฉีดให้ครบตามกำหนดเพื่อประสิทธิภาพที่เหมาะสม
การฉีดวัคซีนไม่ครบตามกำหนดอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นไม่เพียงพอ ผู้รับวัคซีนจึงควรบันทึกวันที่รับวัคซีนไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพหรือแจ้งแพทย์เพื่อนัดหมายเข็มถัดไปล่วงหน้า และหากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนนัด ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินว่าสามารถฉีดต่อเนื่องได้หรือต้องเริ่มต้นใหม่

ใครควรฉีดวัคซีนไข้เลือดออกบ้าง?
ผู้ที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีนไข้เลือดออกคือ ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ระบาด ผู้ที่เคยป่วยไข้เลือดออกมาก่อน และผู้ที่อยู่ในช่วงอายุตามที่วัคซีนกำหนด (Qdenga คือ 4–60 ปี) ทุกกลุ่มควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมรายบุคคลก่อนรับวัคซีน
ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก
ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกบ่อยครั้ง หรืออยู่ในชุมชนที่มียุงลายชุกชุมตามธรรมชาติ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดน้อยกว่า
สำหรับกลุ่มนี้ การปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กึ่งชนบทหรือชนบทที่มีแหล่งน้ำขังธรรมชาติจำนวนมาก
ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน
ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์อื่น วัคซีนบางชนิดอาจช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ควรให้แพทย์ประเมินประวัติการติดเชื้อ อายุ สุขภาพโดยรวม และเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสมก่อนรับวัคซีนเสมอ
สำหรับวัคซีน Qdenga ข้อมูลการศึกษาในระยะยาวชี้ว่าวัคซีนชนิดนี้ให้ประสิทธิภาพที่ดีทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่ยังคงต้องอ้างอิงคำแนะนำของแพทย์และแนวทางล่าสุดเสมอ
เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ในช่วงอายุที่วัคซีนกำหนด
วัคซีนแต่ละชนิดมีช่วงอายุแนะนำต่างกัน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Qdenga ที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยระบุข้อบ่งใช้สำหรับผู้มีอายุ 4–60 ปี ขณะที่ WHO แนะนำการใช้เชิงโครงการสำหรับเด็กอายุ 6–16 ปีในพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อสูง เนื่องจากคำแนะนำจากแต่ละหน่วยงานอาจต่างกัน ผู้สนใจจึงควรปรึกษาแพทย์โดยตรง
ก่อนฉีดวัคซีนไข้เลือดออกต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ก่อนฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม แจ้งประวัติการติดเชื้อและประวัติสุขภาพ เลื่อนนัดหากกำลังป่วย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะประวัติการติดเชื้อในอดีตมีผลโดยตรงต่อความเหมาะสมและประสิทธิภาพของวัคซีน
ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม
วัคซีนไข้เลือดออกต่างจากวัคซีนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะประวัติการติดเชื้อและสภาวะภูมิคุ้มกันของแต่ละคนมีผลต่อความเหมาะสม ก่อนรับวัคซีนจึงควรให้แพทย์ประเมินอายุ สุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว ประวัติการติดเชื้อเดงกี และเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะกับสถานการณ์ของตนเอง
แจ้งประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกในอดีต
ข้อมูลสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ควรแจ้งแพทย์คือประวัติการเป็นไข้เลือดออก หรือผลตรวจที่ยืนยันการติดเชื้อเดงกีในอดีต หากมีผลตรวจเลือดที่เกี่ยวข้อง เช่น NS1 Antigen, IgM/IgG Dengue Antibody หรือเอกสารการรักษาจากโรงพยาบาล ควรนำมาแสดงต่อแพทย์เพื่อประกอบการพิจารณา
แจ้งประวัติสุขภาพและการแพ้วัคซีน
ผู้รับวัคซีนควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับข้อมูลต่อไปนี้
- ประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน เพื่อป้องกันการแพ้รุนแรง
- ยาที่กำลังรับประทาน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
- โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เนื่องจากวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
- ภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากความปลอดภัยของวัคซีนไข้เลือดออกในหญิงตั้งครรภ์ยังอยู่ระหว่างการศึกษา ควรให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและประโยชน์อย่างละเอียด
เลื่อนนัดหากมีไข้หรือกำลังป่วย
หากในวันนัดผู้รับบริการมีไข้สูง เจ็บป่วยเฉียบพลัน อ่อนเพลียมากผิดปกติ หรือมีอาการติดเชื้อ ควรเลื่อนนัดออกไปก่อน แล้วให้แพทย์ประเมินความพร้อมอีกครั้งเมื่ออาการดีขึ้น นอกจากนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ และดื่มน้ำให้เหมาะสม การอดอาหารก่อนฉีดอาจทำให้เวียนศีรษะหรือหน้ามืดได้
ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกแล้วมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดวัคซีนไข้เลือดออกส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายเองได้ใน 2–3 วัน เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ำ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย ส่วนอาการแพ้รุนแรงพบได้น้อยมาก แต่ควรสังเกตอาการหลังฉีด 15–30 นาที
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป
- ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด
- ไข้ต่ำ
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย
อาการเหล่านี้เป็นการตอบสนองปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อวัคซีน และมักหายเองโดยไม่ต้องรักษาเพิ่มเติม
อาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์
- หายใจลำบากหรือหอบ
- ใบหน้า ปาก หรือลิ้นบวม
- ผื่นลมพิษกระจายทั่วร่างกาย
- เวียนศีรษะมากหรือรู้สึกจะเป็นลม
- ไข้สูงผิดปกติที่ไม่ยอมลด
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งต้องรักษาโดยด่วน จึงเป็นเหตุผลที่สถานพยาบาลส่วนใหญ่แนะนำให้นั่งสังเกตอาการ 15–30 นาทีหลังรับวัคซีน
ฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องป้องกันไม่ให้โดนยุงกัดอยู่ไหม?
ยังต้องป้องกันยุงกัดต่อไป เพราะวัคซีนไข้เลือดออกไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% การใช้มาตรการป้องกันยุงกัดร่วมกับการรับวัคซีนจะให้ความคุ้มครองที่ดีที่สุด
การป้องกันยุงกัดในชีวิตประจำวันทำได้หลายวิธี
- สวมเสื้อผ้าปกปิดผิวหนัง เช่น เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่ยุงออกหากินมากที่สุด
- ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง
- ติดมุ้งลวดที่ประตูและหน้าต่าง หรือนอนกางมุ้งในพื้นที่ที่มียุงชุกชุม
- เปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมในห้องนอน เนื่องจากยุงไม่ชอบลม

กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายร่วมด้วย
การควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงของการระบาดในระดับชุมชน โดยทำได้ดังนี้
- ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำทุกชนิดให้มิดชิด
- เปลี่ยนน้ำในแจกัน จานรองกระถางต้นไม้ และภาชนะอื่น ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- กำจัดน้ำขังในภาชนะที่ไม่ใช้งาน เช่น ยางรถเก่า กระป๋อง หรือถุงพลาสติก
- ดูแลท่อระบายน้ำและรางน้ำรอบบ้านไม่ให้มีน้ำขัง
- ปลูกพืชไล่ยุงตามธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม
ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกที่ไหนดี?
ควรเลือกฉีดวัคซีนไข้เลือดออกกับสถานพยาบาลที่มีแพทย์ประเมินความเหมาะสมก่อนฉีด มีการซักประวัติการติดเชื้อ และดูแลสังเกตอาการหลังฉีด เพราะวัคซีนไข้เลือดออกมีข้อบ่งใช้เฉพาะที่ต่างจากวัคซีนทั่วไป
PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ให้บริการฉีดวัคซีน พบแพทย์ก่อนฉีดเพื่อประเมินอายุ สุขภาพ โรคประจำตัว และประวัติการติดเชื้อ เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะกับแต่ละคน สามารถนัดหมายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE @pskclinic หรือโทร 095-049-4142
สำหรับวัคซีนไข้เลือดออก ทางคลินิกขอความกรุณาผู้รับบริการทำนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ไม่รับ walk-in เพื่อให้คลินิกจัดเตรียมวัคซีน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
วัคซีนไข้เลือดออกฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน สำหรับ Qdenga (TAK-003) ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยระบุข้อบ่งใช้ในผู้มีอายุ 4–60 ปี ขณะที่ WHO แนะนำการใช้เชิงโครงการสำหรับเด็กอายุ 6–16 ปีในพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนรับวัคซีนเสมอ
ไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ฉีดวัคซีนได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน สำหรับ Qdenga ข้อมูลการศึกษาพบว่าให้ประสิทธิภาพได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน จึงฉีดได้แม้ไม่เคยเป็น ขณะที่ Dengvaxia มีข้อจำกัดชัดเจนว่าใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีประวัติติดเชื้อที่ยืนยันแล้วเท่านั้น จึงต้องให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ
เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไหม?
ผู้ที่เคยติดเชื้อยังติดซ้ำจากสายพันธุ์อื่นได้ และการติดเชื้อซ้ำบางกรณีอาจรุนแรงขึ้น การรับวัคซีนอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินชนิดวัคซีนและช่วงเวลาที่เหมาะสมรายบุคคล
วัคซีนไข้เลือดออกฉีดกี่เข็ม และห่างกันนานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน สำหรับ Qdenga ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่สองห่างจากเข็มแรกประมาณ 3 เดือน สำหรับ Dengvaxia ฉีด 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 6 เดือน ควรฉีดให้ครบตามกำหนดที่แพทย์แนะนำเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกได้ไหม?
ความปลอดภัยของวัคซีนไข้เลือดออกในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยทั่วไปจึงยังไม่แนะนำให้ฉีดในกลุ่มนี้ และควรให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคลก่อนตัดสินใจ
ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องป้องกันไม่ให้ยุงกัดอยู่ไหม?
ยังจำเป็นต้องป้องกันยุงกัดต่อไป เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% การใช้มาตรการป้องกันยุงกัดร่วมกับการรับวัคซีนจะให้ความคุ้มครองที่ดีที่สุด
โรคไข้เลือดออกยังไม่มีการรักษาเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่เป็นการประคับประคองให้ผ่านระยะวิกฤต การป้องกันล่วงหน้าจึงสำคัญกว่าการรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในทางเลือกของการป้องกันเชิงรุก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดสูงหรือมีความเสี่ยงติดเชื้อซ้ำ เมื่อใช้ร่วมกับการป้องกันยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โอกาสป่วยและเกิดอาการรุนแรงจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากวัคซีนไข้เลือดออกมีข้อบ่งใช้และข้อควรระวังที่ซับซ้อนกว่าวัคซีนทั่วไป การปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนจึงสำคัญมาก หากต้องการประเมินความเหมาะสมหรือสอบถามราคา ทีมแพทย์เฉพาะทางของ PSK Clinic ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ยินดีให้คำปรึกษาในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ติดต่อได้ที่ LINE @pskclinic หรือโทร 095-049-4142
อ้างอิง
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์และแนวทางการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก. https://ddc.moph.go.th
- World Health Organization (WHO). Dengue and Severe Dengue. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/dengue-and-severe-dengue
- World Health Organization (WHO). WHO position paper on dengue vaccines. Weekly Epidemiological Record.
- Biswal S, et al. Efficacy of a Tetravalent Dengue Vaccine in Healthy Children and Adolescents (TIDES/DEN-301). New England Journal of Medicine. https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa1903869
- Takeda. Qdenga (TAK-003) — Long-term efficacy and safety, 4.5-year TIDES results. https://www.takeda.com
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Dengue. https://www.cdc.gov/dengue/
- U.S. Food and Drug Administration (FDA). Dengvaxia Prescribing Information. https://www.fda.gov/vaccines-blood-biologics/vaccines/dengvaxia

