วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมักบรรยายอาการในช่วงที่รุนแรงว่ารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายกำลังจะแตก ไข้สูงที่ไม่ยอมลด ปวดศีรษะรุนแรง และอ่อนเพลียจนลุกจากเตียงได้ยาก บางรายมีเลือดออกหรืออาการช็อก จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในกลุ่มประชากรทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์อื่น

บทความนี้จะนำผู้อ่านทำความเข้าใจโรคไข้เลือดออกอย่างครบถ้วน ทั้งสาเหตุ อาการ สายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน และวิธีดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคนี้

โรคไข้เลือดออกคืออะไร เกิดจากอะไร

ที่มาและกลไกการติดเชื้อ

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus หรือ DENV) ซึ่งมีพาหะนำโรคหลักคือ ยุงลาย (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) ในบางพื้นที่

กระบวนการแพร่เชื้อเริ่มจากยุงลายที่กัดดูดเลือดผู้ป่วยที่มีไวรัสเดงกีอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะแพร่เข้าสู่ร่างกายยุง และเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดบุคคลอื่น เชื้อก็จะถ่ายทอดไปยังผู้ถูกกัด โรคไข้เลือดออก ไม่ได้ติดต่อโดยตรงจากคนสู่คน แต่ต้องผ่านยุงลายเป็นพาหะเสมอ

ยุงลายมักวางไข่ในแหล่งน้ำนิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะต่างๆ เช่น จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า ภาชนะที่ไม่ได้ปิดฝา หรือแม้แต่น้ำที่ขังในรอยพับของพลาสติก ในประเทศไทยซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดปี ยุงลายจึงสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง และการระบาดของไข้เลือดออกมักพุ่งสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม–กันยายน) ที่มีแหล่งน้ำขังมากขึ้น

อาการของไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออกมีความหลากหลายตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะไข้ (Febrile Phase): ในช่วง 2–7 วันแรก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงอย่างกะทันหัน โดยมักสูงถึง 39–40 องศาเซลเซียส ร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างมาก (จนบางครั้งเรียกว่า “Breakbone Fever”) คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง

ระยะวิกฤต (Critical Phase): เกิดขึ้นในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งมักอยู่ในช่วงวันที่ 3–7 ของการเจ็บป่วย ผู้ป่วยบางรายที่อาการรุนแรงอาจมีการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำในช่องท้องหรือน้ำในเยื่อหุ้มปอด และอาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (Petechiae) รวมถึงอาจเกิดภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): ในช่วง 2–3 วันสุดท้าย ของผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ผ่านระยะวิกฤตมาได้ ร่างกายจะเริ่มดูดซึมน้ำที่รั่วออกกลับเข้าสู่กระแสเลือด อาการต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยจะเริ่มรับประทานอาหารได้ตามปกติ

อาการที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ ปวดท้องรุนแรง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง เลือดออกผิดปกติ หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก ง่วงนอนมากผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างไม่มีสาเหตุ

ไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์หลัก

เชื้อไวรัสเดงกีแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก (Serotype) ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยแต่ละสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกได้ และในประเทศไทยพบการระบาดของทั้ง 4 สายพันธุ์สลับกันไปในแต่ละปี

สายพันธุ์ DENV-2 และ DENV-3 มักพบความเชื่อมโยงกับอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่นในบางการศึกษา แต่ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งสายพันธุ์ของไวรัส สภาพภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และประวัติการติดเชื้อในอดีต

ตารางสรุป: ไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์

สายพันธุ์ลักษณะหมายเหตุ
DENV-1พบการระบาดทั่วไปในเขตร้อนก่อให้เกิดโรคได้ในทุกระดับความรุนแรง
DENV-2มีความเชื่อมโยงกับอาการรุนแรงในบางกรณีมักพบในการระบาดขนาดใหญ่
DENV-3แพร่หลายในเอเชียและแอฟริกาอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อซ้ำ
DENV-4พบน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นแต่ยังคงก่อโรคได้เช่นเดียวกัน

ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่

สามารถติดเชื้อซ้ำได้ และนี่คือจุดที่ทำให้โรคไข้เลือดออกมีความซับซ้อนกว่าโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป

เมื่อบุคคลหนึ่งติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อสายพันธุ์นั้น ซึ่งให้ความคุ้มครองในระยะยาว แต่จะให้ความคุ้มครองต่อสายพันธุ์อื่นๆ อีก 3 สายพันธุ์ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นประมาณ 2–3 เดือน ภูมิคุ้มกันชั่วคราวนี้จะค่อยๆ ลดลง และร่างกายอาจสามารถติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้อีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยพบว่าการติดเชื้อครั้งที่สองจากสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไป มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดอาการรุนแรง เนื่องจากกลไกภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Antibody-Dependent Enhancement (ADE) ซึ่งภูมิคุ้มกันที่หลงเหลือจากการติดเชื้อครั้งแรกอาจช่วยให้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้นในบางกรณี

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนจึงไม่ควรประมาท และการพิจารณารับวัคซีนอาจมีประโยชน์ โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมรายบุคคล

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกคืออะไร

ประโยชน์และขอบเขตของวัคซีน

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกคือสารชีววัตถุที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสเดงกี โดยไม่ทำให้เกิดโรครุนแรง

ประโยชน์ของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีดังนี้

  • ลดความเสี่ยงในการป่วยจากไวรัสเดงกี โดยเฉพาะในผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดสูง
  • ลดโอกาสเกิดอาการรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออก ภาวะช็อก หรือไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (Severe Dengue)
  • ลดความเสี่ยงในการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งลดทั้งภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกไม่ได้ให้ความคุ้มครอง 100% ดังนั้นผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วยังควรใช้มาตรการป้องกันยุงกัดร่วมด้วยเสมอ นอกจากนี้ วัคซีนไข้เลือดออกยังมีข้อบ่งใช้และข้อควรระวังที่แตกต่างจากวัคซีนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกครอบคลุมสายพันธุ์ใดบ้าง

วัคซีนไข้เลือดออกที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบันส่วนใหญ่มีเป้าหมายครอบคลุมไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ (Tetravalent) เพื่อให้สามารถป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดก็ได้ที่อาจระบาดในพื้นที่

วัคซีน TAK-003 หรือที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Qdenga เป็นวัคซีนชนิด Tetravalent ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย โดย WHO ระบุว่า TAK-003 เป็นวัคซีนเดงกีตัวที่สองที่ได้รับคำแนะนำการใช้ในบางกลุ่มประชากร

ชนิดของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีอะไรบ้าง

ตารางเปรียบเทียบ: วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีในปัจจุบัน

วัคซีนสายพันธุ์ที่ครอบคลุมจำนวนเข็มช่วงอายุที่แนะนำข้อสังเกต
Qdenga (TAK-003)DENV 1-42 เข็ม (ห่างกัน 3 เดือน)4-60 ปี (ตาม อย. ไทย)WHO แนะนำในเด็ก 6-16 ปีในพื้นที่ระบาดสูง
Dengvaxia (CYD-TDV)DENV 1-43 เข็ม (ทุก 6 เดือน)มีข้อจำกัดสูงFDA สหรัฐฯ อนุมัติเฉพาะผู้ที่มียืนยันเคยติดเชื้อมาก่อน

วัคซีนไข้เลือดออกชนิด 4 สายพันธุ์ (Tetravalent Dengue Vaccine)

วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ หรือ Tetravalent Dengue Vaccine ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์พร้อมกัน ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 เป้าหมายหลักของวัคซีนชนิดนี้คือการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด และลดโอกาสเกิดอาการรุนแรงในผู้ที่ได้รับวัคซีน

วัคซีน Qdenga (TAK-003)

Qdenga หรือ TAK-003 เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Tetravalent Dengue Vaccine) ที่พัฒนาโดยบริษัท Takeda Pharmaceutical

วัคซีนชนิดนี้มีกลไกโดยใช้ไวรัสเดงกีสายพันธุ์ 2 ที่ผ่านการดัดแปลงให้อ่อนฤทธิ์เป็นโครงหลัก และแทรกยีนของไวรัสเดงกีสายพันธุ์ 1, 3 และ 4 เข้าไป เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อทั้ง 4 สายพันธุ์

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทย ระบุข้อบ่งใช้สำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกีทุกสายพันธุ์ในผู้ที่มีอายุ 4–60 ปี โดย WHO แนะนำการใช้ TAK-003 ในเชิงโครงการสำหรับเด็กอายุ 6–16 ปี ในพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อสูง ทั้งนี้ควรอ้างอิงคำแนะนำของแพทย์และแนวทางทางการในแต่ละประเทศเป็นหลัก

วัคซีน Qdenga (TAK-003)

Dengvaxia หรือ CYD-TDV เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอีกชนิดหนึ่งที่พัฒนาโดยบริษัท Sanofi Pasteur มีข้อจำกัดในการใช้งานสูงกว่า Qdenga อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่า Dengvaxia ได้รับการอนุมัติสำหรับผู้ที่มีอายุ 9–16 ปี ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาด และ มีประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกที่ยืนยันทางห้องปฏิบัติการมาก่อนเท่านั้น

เหตุผลที่มีข้อจำกัดดังกล่าว คือการศึกษาพบว่าผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อเดงกีมาก่อน (Seronegative) และได้รับวัคซีน Dengvaxia อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อในภายหลัง ดังนั้นการประเมินประวัติการติดเชื้อก่อนรับวัคซีนชนิดนี้จึงมีความสำคัญมาก

จำนวนเข็มขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน

วัคซีนแต่ละชนิดมีกำหนดการฉีดที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • Qdenga (TAK-003): ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่สองฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 3 เดือน (12 สัปดาห์)
  • Dengvaxia (CYD-TDV): ฉีด 3 เข็ม โดยแต่ละเข็มห่างกัน 6 เดือน

ผู้รับวัคซีนควรทราบว่าการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกไม่ใช่การฉีดครั้งเดียวแล้วเสร็จ แต่ต้องฉีดตามกำหนดที่แพทย์นัดหมายให้ครบทุกเข็ม เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ควรฉีดให้ครบตามกำหนดเพื่อประสิทธิภาพที่เหมาะสม

การฉีดวัคซีนไม่ครบตามกำหนดอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นไม่เพียงพอ ผู้รับวัคซีนจึงควรบันทึกวันที่รับวัคซีนไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพหรือแจ้งแพทย์เพื่อนัดหมายเข็มถัดไปล่วงหน้า และหากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนนัด ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินว่าสามารถฉีดต่อเนื่องได้หรือต้องเริ่มต้นใหม่

ใครบ้างที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก

ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกบ่อยครั้ง หรืออยู่ในชุมชนที่มียุงลายชุกชุมตามธรรมชาติ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดน้อยกว่า

สำหรับกลุ่มนี้ การปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กึ่งชนบทหรือชนบทที่มีแหล่งน้ำขังธรรมชาติจำนวนมาก

ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน

ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์อื่น วัคซีนบางชนิดอาจช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ควรให้แพทย์ประเมินประวัติการติดเชื้อ อายุ สุขภาพโดยรวม และเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสมก่อนรับวัคซีนเสมอ

สำหรับวัคซีน Qdenga ข้อมูลการศึกษาในระยะยาวชี้ว่าวัคซีนชนิดนี้ให้ประสิทธิภาพที่ดีทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่ยังคงต้องอ้างอิงคำแนะนำของแพทย์และแนวทางล่าสุดเสมอ

เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ในช่วงอายุที่วัคซีนกำหนด

วัคซีนแต่ละชนิดมีช่วงอายุที่แนะนำแตกต่างกัน เช่น ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Qdenga ที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยระบุข้อบ่งใช้สำหรับผู้ที่มีอายุ 4–60 ปี ในขณะที่ WHO แนะนำการใช้ในเชิงโครงการสำหรับเด็กอายุ 6–16 ปี ในพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อสูง

เนื่องจากคำแนะนำจากหน่วยงานต่างๆ อาจมีความแตกต่างกัน ผู้ที่สนใจรับวัคซีนจึงควรปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาวะของตนเอง