มีโรคบางชนิดที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าหายไปจากสังคมไทยแล้ว เพราะไม่ได้ยินชื่อมานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม โรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน ยังคงเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน หากภูมิคุ้มกันของประชากรในชุมชนอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ
สาเหตุที่โรคเหล่านี้ไม่ได้แพร่ระบาดในวงกว้างเหมือนในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากโปรแกรมวัคซีนสำหรับเด็กที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนในวัยเด็กจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นอาจกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อสู่เด็กเล็กในครอบครัวโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะนำผู้อ่านทำความเข้าใจโรคทั้งสามอย่างครบถ้วน ทั้งในแง่ที่มาของโรค ชนิดและความแตกต่างของวัคซีน กลุ่มที่ควรได้รับวัคซีน และการเตรียมตัวก่อนรับวัคซีนอย่างถูกต้อง

โรคคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน คืออะไร
โรคคอตีบคืออะไร
โรคคอตีบ (Diphtheria) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Corynebacterium diphtheriae ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนเป็นหลัก
ลักษณะเด่นของโรคคอตีบที่แตกต่างจากโรคคออักเสบทั่วไป คือ การเกิดแผ่นเยื่อสีเทาขาวหนาๆ ที่บริเวณต่อมทอนซิลและคอหอย ซึ่งอาจลุกลามจนทำให้ทางเดินหายใจแคบลงหรืออุดตัน นอกจากนี้ เชื้อแบคทีเรียยังผลิตสารพิษ (Toxin) ที่สามารถเดินทางผ่านกระแสเลือดไปทำลายอวัยวะต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจและระบบประสาท
ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) โรคคอตีบมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 5–10 ในผู้ที่ได้รับการรักษา และอาจสูงกว่านั้นในกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา โรคนี้แพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม และสามารถติดต่อได้ง่ายในชุมชนที่มีอัตราการรับวัคซีนต่ำ
โรคบาดทะยักคืออะไร
โรคบาดทะยัก (Tetanus) เกิดจากสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani ซึ่งมักพบในดิน ฝุ่น มูลสัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลที่ผิวหนัง โดยเฉพาะแผลลึก แผลสกปรก แผลจากของมีคม และแผลสัตว์กัด
สารพิษ Tetanospasmin ที่เชื้อผลิตขึ้นจะเดินทางตามเส้นประสาทไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและควบคุมไม่ได้ อาการที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ได้แก่ ขากรรไกรแข็งและอ้าปากไม่ได้ (Trismus) กลืนลำบาก กล้ามเนื้อหลังแอ่น และชักเกร็ง
ข้อมูลจาก CDC ระบุว่าโรคบาดทะยักไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่เชื้อยังคงพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอมีความเสี่ยงตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่กลางแจ้ง ผู้ที่มีอาชีพที่เสี่ยงต่อบาดแผล และผู้สูงอายุที่ไม่เคยได้รับวัคซีนกระตุ้น


โรคไอกรนคืออะไร
โรคไอกรน (Whooping Cough หรือ Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis โดยมีลักษณะเฉพาะคือ การไอรุนแรงเป็นชุดต่อเนื่องโดยไม่สามารถหยุดได้ จากนั้นจะหายใจเข้าอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงดังคล้ายเสียง “วู้ป” (Whoop)
โรคไอกรนแพร่กระจายได้ง่ายมากผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม ข้อมูลจาก European Centre for Disease Prevention and Control (ECDC) ระบุว่าไอกรนจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ติดต่อได้สูงที่สุดในบรรดาโรคที่ป้องกันด้วยวัคซีนได้
ในผู้ใหญ่ ไอกรนอาจแสดงอาการเพียงไอเรื้อรังซึ่งทำให้ยากต่อการวินิจฉัย แต่ในทารกที่ยังเล็กเกินกว่าจะได้รับวัคซีนครบตามกำหนด โรคไอกรนอาจทำให้หยุดหายใจ ปอดอักเสบ และมีอัตราการเสียชีวิตสูง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Infectious Diseases ปี 2018 ระบุว่าทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
| ลักษณะ | คอตีบ (Diphtheria) | บาดทะยัก (Tetanus) | ไอกรน (Pertussis) |
|---|---|---|---|
| เชื้อก่อโรค | Corynebacterium diphtheriae | Clostridium tetani | Bordetella pertussis |
| ช่องทางติดต่อ | ละอองฝอยจากการไอ จาม | ผ่านบาดแผล | ละอองฝอยจากการไอ จาม |
| อาการเด่น | แผ่นเยื่อสีเทาในลำคอ ไข้ เจ็บคอ | ขากรรไกรแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง | ไอรุนแรงเป็นชุด หายใจเสียง “วู้ป” |
| กลุ่มเสี่ยงสูง | ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน | ทุกวัย โดยเฉพาะผู้มีบาดแผล | ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ |
| ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ | หัวใจอักเสบ ระบบประสาทเสียหาย | ขากรรไกรแข็ง หายใจล้มเหลว | ปอดอักเสบ หยุดหายใจ (ทารก) |
| วัคซีนป้องกัน | DTaP / Tdap / Td | DTaP / Tdap / Td | DTaP / Tdap |
วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน คืออะไร
วัคซีนรวมที่ช่วยป้องกัน 3 โรคสำคัญ
วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน เป็นวัคซีนรวมที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อแบคทีเรีย 3 ชนิดพร้อมกันในการฉีดครั้งเดียว
การรวมวัคซีนหลายชนิดไว้ในเข็มเดียวมีประโยชน์ทั้งในด้านความสะดวกและประสิทธิภาพ เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน ลดจำนวนครั้งในการเข้ารับวัคซีน และเพิ่มโอกาสที่ผู้รับวัคซีนจะได้รับการป้องกันครบถ้วน
ตามแนวทางของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย วัคซีนกลุ่มนี้มีหลายชนิดที่ใช้ในช่วงอายุต่างกัน ได้แก่ DTaP, Tdap และ Td ซึ่งการเลือกชนิดที่เหมาะสมควรขึ้นอยู่กับอายุ ประวัติวัคซีนเดิม และการประเมินของแพทย์เป็นรายบุคคล


วัคซีนช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง
วัคซีนในกลุ่มนี้ทำงานโดยการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีต่อสารพิษและโปรตีนผิวของเชื้อแบคทีเรีย เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสัมผัสเชื้อจริงในภายหลัง
ประโยชน์หลักของวัคซีนกลุ่มนี้ ได้แก่
- ลดโอกาสในการติดเชื้อ การมีภูมิคุ้มกันในระดับที่เพียงพอสามารถลดโอกาสในการเกิดโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ลดความรุนแรงของอาการ ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วและยังเกิดการติดเชื้อมักมีอาการรุนแรงน้อยกว่า
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มทารกสำหรับโรคไอกรน และในกลุ่มที่มีบาดแผลสำหรับโรคบาดทะยัก
- ลดการแพร่เชื้อในชุมชน เมื่อจำนวนผู้ได้รับวัคซีนมากเพียงพอ โอกาสที่เชื้อจะแพร่ระบาดในวงกว้างก็ลดลงตามไปด้วย

| ชนิดวัคซีน | โรคที่ป้องกัน | กลุ่มเป้าหมาย | รูปแบบการใช้ |
|---|---|---|---|
| DTaP | คอตีบ + บาดทะยัก + ไอกรน | เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี | ฉีดตามแผนวัคซีนเด็ก |
| Tdap | คอตีบ + บาดทะยัก + ไอกรน | เด็กโต (7 ปีขึ้นไป) วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ | 1 เข็ม จากนั้นกระตุ้นด้วย Td ทุก 10 ปี |
| Td | คอตีบ + บาดทะยัก (ไม่มีไอกรน) | ผู้ใหญ่ที่ต้องการกระตุ้นภูมิ | กระตุ้นทุก 10 ปี หรือหลังเดินทางแผลเสี่ยง |
วัคซีนช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง
DTaP เป็นวัคซีนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ประกอบด้วยส่วนประกอบป้องกัน 3 โรค ได้แก่ D (Diphtheria toxoid) สำหรับคอตีบ, T (Tetanus toxoid) สำหรับบาดทะยัก และ aP (acellular Pertussis antigen) สำหรับไอกรน
ตัวอักษร “a” ในคำว่า “aP” หมายถึงวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular) ซึ่งมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนไอกรนชนิดเชื้อทั้งตัว (whole-cell pertussis) ที่ใช้ในอดีต ตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย วัคซีน DTaP เป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับตามกำหนดของโปรแกรมวัคซีนแห่งชาติ


วัคซีนช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง
DTaP เป็นวัคซีนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ประกอบด้วยส่วนประกอบป้องกัน 3 โรค ได้แก่ D (Diphtheria toxoid) สำหรับคอตีบ, T (Tetanus toxoid) สำหรับบาดทะยัก และ aP (acellular Pertussis antigen) สำหรับไอกรน
ตัวอักษร “a” ในคำว่า “aP” หมายถึงวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular) ซึ่งมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนไอกรนชนิดเชื้อทั้งตัว (whole-cell pertussis) ที่ใช้ในอดีต ตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย วัคซีน DTaP เป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับตามกำหนดของโปรแกรมวัคซีนแห่งชาติ
วัคซีนช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง
DTaP เป็นวัคซีนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ประกอบด้วยส่วนประกอบป้องกัน 3 โรค ได้แก่ D (Diphtheria toxoid) สำหรับคอตีบ, T (Tetanus toxoid) สำหรับบาดทะยัก และ aP (acellular Pertussis antigen) สำหรับไอกรน
ตัวอักษร “a” ในคำว่า “aP” หมายถึงวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular) ซึ่งมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนไอกรนชนิดเชื้อทั้งตัว (whole-cell pertussis) ที่ใช้ในอดีต ตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย วัคซีน DTaP เป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับตามกำหนดของโปรแกรมวัคซีนแห่งชาติ

วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ต้องฉีดกี่เข็ม
จำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุและประวัติวัคซีนเดิม
จำนวนเข็มและชนิดของวัคซีนที่เหมาะสมแตกต่างกันตามช่วงอายุ ประวัติการรับวัคซีนเดิม และเหตุผลในการรับวัคซีน โดยแบ่งออกเป็นกรณีหลักๆ ดังนี้
สำหรับเด็กเล็ก วัคซีน DTaP มักให้ตามแผนวัคซีนแห่งชาติในช่วงอายุที่กำหนด โดยฉีดหลายเข็มในช่วงขวบปีแรกและกระตุ้นเพิ่มเติมตามแนวทาง
สำหรับวัยรุ่น CDC แนะนำให้รับ Tdap 1 เข็มในช่วงอายุ 11–12 ปี หากยังไม่เคยได้รับ
สำหรับผู้ใหญ่ ผู้ที่ไม่เคยได้รับ Tdap ควรรับ 1 เข็ม จากนั้นกระตุ้นด้วย Td หรือ Tdap ทุก 10 ปี
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรรับ Tdap ในทุกการตั้งครรภ์ ช่วงต้นของไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 27–36 สัปดาห์) ตามคำแนะนำของ CDC และ ACIP

จำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุและประวัติวัคซีนเดิม
จำนวนเข็มและชนิดของวัคซีนที่เหมาะสมแตกต่างกันตามช่วงอายุ ประวัติการรับวัคซีนเดิม และเหตุผลในการรับวัคซีน โดยแบ่งออกเป็นกรณีหลักๆ ดังนี้
สำหรับเด็กเล็ก วัคซีน DTaP มักให้ตามแผนวัคซีนแห่งชาติในช่วงอายุที่กำหนด โดยฉีดหลายเข็มในช่วงขวบปีแรกและกระตุ้นเพิ่มเติมตามแนวทาง
สำหรับวัยรุ่น CDC แนะนำให้รับ Tdap 1 เข็มในช่วงอายุ 11–12 ปี หากยังไม่เคยได้รับ
สำหรับผู้ใหญ่ ผู้ที่ไม่เคยได้รับ Tdap ควรรับ 1 เข็ม จากนั้นกระตุ้นด้วย Td หรือ Tdap ทุก 10 ปี
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรรับ Tdap ในทุกการตั้งครรภ์ ช่วงต้นของไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 27–36 สัปดาห์) ตามคำแนะนำของ CDC และ ACIP
ผู้ใหญ่ควรกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นระยะ
ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนในกลุ่มนี้จะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ใหญ่จำเป็นต้องรับวัคซีนกระตุ้นเป็นระยะ ตามข้อมูลจาก Public Health England (ปัจจุบันคือ UK Health Security Agency) พบว่าระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 5–10 ปีหลังได้รับวัคซีน
ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่เคยได้รับ Tdap แล้วควรรับ Td หรือ Tdap กระตุ้นทุก 10 ปี และในกรณีที่มีบาดแผลที่มีความเสี่ยงต่อบาดทะยัก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องรับวัคซีนกระตุ้นก่อนกำหนดหรือไม่


ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
เด็กเล็กที่ต้องได้รับวัคซีนตามวัย
เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดสำหรับวัคซีนในกลุ่มนี้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และโรคไอกรนมีอันตรายถึงชีวิตในทารกเล็ก
ตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เป็นวัคซีนพื้นฐานที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ โดยเด็กทุกคนควรได้รับตามกำหนดอายุที่แพทย์แนะนำ
วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ได้รับในวัยเด็กจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป วัยรุ่นและผู้ใหญ่จึงควรได้รับวัคซีนกระตุ้นตามช่วงเวลาที่แนะนำ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการป้องกันโรค
CDC แนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับ Tdap 1 เข็ม หากไม่เคยได้รับมาก่อน และรับ Td หรือ Tdap กระตุ้นทุก 10 ปี ผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าได้รับวัคซีนครบหรือไม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบประวัติและวางแผนรับวัคซีนที่เหมาะสม


ผู้ที่มีบาดแผลหรือเสี่ยงต่อบาดทะยัก
ผู้ที่มีบาดแผลลึก แผลสกปรก แผลจากของมีคม แผลสัตว์กัด หรือแผลที่มีโอกาสปนเปื้อนดินหรือสิ่งสกปรก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินความเสี่ยงและประวัติวัคซีนบาดทะยัก
ตามหลักเกณฑ์ของ CDC และ WHO ผู้ที่ไม่ทราบว่าเคยได้รับวัคซีนบาดทะยักหรือได้รับมานานเกิน 5–10 ปีแล้วแต่กรณี ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นหลังเกิดบาดแผลที่มีความเสี่ยง โดยไม่ต้องรอให้ครบ 10 ปีตามปกติ
ผู้ที่ใกล้ชิดทารกหรือเด็กเล็ก
ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดทารก ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ปู่ย่าตายาย ผู้ดูแลเด็ก หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลทารก ล้วนเป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาวัคซีน Tdap เป็นพิเศษ
แนวคิดนี้เรียกว่า Cocooning Strategy ซึ่งหมายถึงการให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทุกคนรับวัคซีน เพื่อสร้างชั้นป้องกันรอบๆ ทารกที่ยังเล็กเกินกว่าจะได้รับวัคซีนครบตามกำหนด เนื่องจากโรคไอกรนในทารกมักได้รับเชื้อมาจากสมาชิกในครอบครัวที่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นผู้แพร่เชื้อ

วัคซีน Tdap สำหรับหญิงตั้งครรภ์ สำคัญอย่างไร
ช่วยส่งต่อภูมิคุ้มกันสู่ทารกแรกเกิด
หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีน Tdap จะมีการสร้างแอนติบอดีในร่างกาย ซึ่งสามารถถ่ายทอดผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันต้านโรคไอกรนตั้งแต่แรกเกิด ในช่วงที่ทารกยังเล็กเกินกว่าจะเริ่มรับวัคซีนได้ด้วยตนเอง
CDC และ ACIP แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์รับ Tdap ในทุกการตั้งครรภ์ ในช่วงอายุครรภ์ 27–36 สัปดาห์ (ต้นไตรมาสที่ 3) เพื่อให้ร่างกายมีเวลาเพียงพอในการสร้างภูมิคุ้มกันและส่งต่อสู่ทารกก่อนคลอด การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics ปี 2016 พบว่าการฉีด Tdap ในหญิงตั้งครรภ์ลดความเสี่ยงโรคไอกรนในทารกที่ยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการได้อย่างมีนัยสำคัญ


ลดความเสี่ยงไอกรนรุนแรงในทารก
โรคไอกรนในทารกแรกเกิดถึงอายุ 2–3 เดือน มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดภาวะหายใจลำบาก ปอดอักเสบ หยุดหายใจ และในรายที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ WHO ยืนยันว่าการป้องกันโรคไอกรนในทารกผ่านการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์เป็นมาตรการที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพแม่และเด็กในหลายประเทศทั่วโลก

แจ้งประวัติสุขภาพก่อนรับวัคซีน
ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง บุคลากรทางการแพทย์จะซักถามประวัติสุขภาพเพื่อประเมินความเหมาะสม ข้อมูลที่ควรแจ้ง ได้แก่ โรคประจำตัว ยาที่รับประทานอยู่ในปัจจุบัน ประวัติการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน และภาวะตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
แจ้งประวัติการฉีดวัคซีนเดิม
ผู้รับบริการควรแจ้งว่าเคยได้รับวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งล่าสุดเมื่อใด หรือเคยได้รับวัคซีนบาดทะยักกระตุ้นครั้งล่าสุดเมื่อใด เนื่องจากวัคซีนกลุ่มนี้อาจต้องฉีดกระตุ้นตามช่วงเวลา และการทราบประวัติเดิมช่วยให้แพทย์เลือกชนิดวัคซีนและกำหนดเวลาฉีดได้อย่างเหมาะสม
หากมีสมุดวัคซีน ใบรับรองการฉีดวัคซีน หรือข้อมูลการรักษาเดิม ควรนำมาให้แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วย เพื่อช่วยวางแผนว่าควรได้รับวัคซีนชนิดใด เช่น DTaP, Tdap หรือ Td และควรฉีดกี่เข็ม
แจ้งหากมีบาดแผลหรือเสี่ยงต่อบาดทะยัก
ผู้รับบริการที่มารับวัคซีนเนื่องจากมีบาดแผล ควรแจ้งลักษณะของแผลอย่างละเอียด เช่น แผลลึก แผลสกปรก แผลจากของมีคม แผลสัตว์กัด หรือแผลที่ปนเปื้อนดิน ฝุ่น หรือสนิม รวมถึงวันที่เกิดแผลและการดูแลแผลเบื้องต้นที่ผ่านมา เพื่อให้แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นหรือรับการดูแลเพิ่มเติมหรือไม่
แจ้งหากเคยมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทหลังฉีดวัคซีน
ผู้ที่เคยมีอาการชัก อ่อนแรง ชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการผิดปกติทางระบบประสาทหลังได้รับวัคซีนมาก่อน ควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีด เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงเป็นรายบุคคล
หากมีไข้สูงหรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีด
ผู้รับบริการที่มีไข้สูง เจ็บป่วยเฉียบพลัน ไอมาก อ่อนเพลียมาก หรือมีอาการติดเชื้อ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าอาการจะดีขึ้น เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่พร้อมตอบสนองต่อวัคซีนได้อย่างเหมาะสม และให้แพทย์ประเมินความพร้อมอีกครั้ง
พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารตามปกติ
ในวันก่อนและวันที่จะรับวัคซีน ผู้รับบริการควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ และดื่มน้ำให้เหมาะสม การอดอาหารก่อนรับวัคซีนอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลียหลังฉีดได้ จึงไม่แนะนำให้งดอาหารก่อนการรับวัคซีน

ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
เด็กเล็กที่ต้องได้รับวัคซีนตามวัย
เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดสำหรับวัคซีนในกลุ่มนี้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และโรคไอกรนมีอันตรายถึงชีวิตในทารกเล็ก
ตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เป็นวัคซีนพื้นฐานที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ โดยเด็กทุกคนควรได้รับตามกำหนดอายุที่แพทย์แนะนำ
ผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนนี้หรือไม่
จำเป็นในหลายกรณี ได้แก่ ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับ Tdap มาก่อนควรรับ 1 เข็ม ผู้ที่ต้องกระตุ้นวัคซีนทุก 10 ปี ผู้ที่มีบาดแผลที่มีความเสี่ยงต่อบาดทะยัก และผู้ที่ใกล้ชิดกับทารกหรือหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ไม่แน่ใจเรื่องประวัติวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนรับวัคซีนที่เหมาะสม


เคยฉีดวัคซีนนี้ตอนเด็กแล้ว ต้องฉีดซ้ำอีกหรือไม่
ควรฉีดกระตุ้นตามช่วงเวลา เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนในวัยเด็กจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนซึ่งอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 5–10 ปี CDC แนะนำให้ผู้ใหญ่รับ Tdap 1 เข็มหากไม่เคยได้รับ แล้วกระตุ้นด้วย Td หรือ Tdap ทุก 10 ปีตลอดชีวิต
วัคซีนนี้สามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนชนิดอื่นได้หรือไม่
ในหลายกรณีสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนชนิดอื่นได้ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนตับอักเสบบี อย่างไรก็ตาม ผู้รับบริการควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมรายบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่เคยมีประวัติแพ้วัคซีน


หญิงตั้งครรภ์ควรรับวัคซีน Tdap เมื่อใด
CDC และ ACIP แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์รับวัคซีน Tdap ในทุกการตั้งครรภ์ ในช่วงอายุครรภ์ 27–36 สัปดาห์ (ต้นไตรมาสที่ 3) โดยไม่คำนึงถึงว่าเคยได้รับ Tdap มาก่อนหรือไม่ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างภูมิคุ้มกันและส่งต่อสู่ทารกก่อนคลอด ลดความเสี่ยงโรคไอกรนในทารกในช่วงที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้เอง
บาดแผลแบบใดที่ควรรับวัคซีนบาดทะยักกระตุ้น
บาดแผลที่ควรประเมินร่วมกับประวัติวัคซีน ได้แก่ แผลลึก แผลสกปรก แผลที่ปนเปื้อนดิน ฝุ่น หรือสนิม แผลสัตว์กัด แผลจากของมีคม และแผลที่เกิดในพื้นที่กลางแจ้ง โดยทั่วไป หากผู้รับบริการไม่ทราบว่าเคยได้รับวัคซีนบาดทะยัก หรือได้รับมานานเกิน 5 ปี (สำหรับแผลสกปรก) หรือเกิน 10 ปี (สำหรับแผลสะอาด) ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดกระตุ้น


วัคซีน Tdap ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือไม่
วัคซีน Tdap เป็นวัคซีนชนิดที่ไม่ใช้เชื้อมีชีวิต จึงมีความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ข้อมูลจาก CDC, ACIP และ WHO ยืนยันว่าประโยชน์ของการรับวัคซีน Tdap ในหญิงตั้งครรภ์มีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันทั้งคุณแม่และส่งต่อภูมิคุ้มกันสู่ทารกในครรภ์ด้วย
สรุปข้อมูลสำคัญแบบอ้างอิงเร็ว (Quick Reference)
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| วัคซีนสำหรับเด็กเล็ก | DTaP (ตามแผนวัคซีนแห่งชาติ) |
| วัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ | Tdap (1 เข็ม) + Td หรือ Tdap กระตุ้นทุก 10 ปี |
| วัคซีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ | Tdap ทุกการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์) |
| กรณีบาดแผลเสี่ยงบาดทะยัก | ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณากระตุ้น |
| ภูมิคุ้มกันลดลงหลังวัคซีน | ภายใน 5-10 ปี (โดยเฉพาะไอกรน) |
| อาการข้างเคียงที่พบบ่อย | ปวดบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย (หายใน 1-3 วัน) |
| กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ | ทารก เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีบาดแผลเสี่ยง |
| ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหรือไม่ | ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง |
ฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เพื่อดูแลสุขภาพระยะยาว
ป้องกันโรคติดเชื้อที่อาจรุนแรงได้ตั้งแต่ก่อนป่วย
คอตีบ บาดทะยัก และไอกรน เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย และสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในบางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นทารกที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ผู้ใหญ่ที่มีบาดแผลที่มีความเสี่ยง หรือผู้สูงอายุที่ภูมิคุ้มกันลดลง
สิ่งที่ควรตระหนักคือ โรคเหล่านี้ยังไม่หายไปจากโลก ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคขององค์การอนามัยโลกยังคงรายงานการระบาดของโรคไอกรนในหลายภูมิภาค รวมถึงในประเทศที่มีระบบวัคซีนที่ดี การรับวัคซีนตามช่วงวัยและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เหมาะสมจึงเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง


ปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนเพื่อความเหมาะสมรายบุคคล
ก่อนรับวัคซีน ผู้รับบริการควรให้แพทย์ประเมินอายุ ประวัติสุขภาพ ประวัติวัคซีนเดิม โรคประจำตัว การตั้งครรภ์ และความเสี่ยงจากบาดแผล เพื่อเลือกชนิดวัคซีนและช่วงเวลาในการฉีดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมให้คำปรึกษาก่อนรับวัคซีนและดูแลหลังรับวัคซีง ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและไม่ตัดสิน
ติดต่อนัดหมายได้ที่ LINE: @pskclinic หรือโทร 095-049-4142
