PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจรักษาและให้คำปรึกษา

ตรวจ รักษา เชื้อ HIV

ตรวจ HIV อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ และการรักษา รู้เร็ว รักษาได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ ก่อนลุมลามสู่โรคเอดส์

เลือกอ่านตามหัวข้อ

หากคุณเพิ่งผ่านพฤติกรรมเสี่ยงมา แล้วยังไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ อยากให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว ความสับสนและความกังวลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และการตรวจเอชไอวี (HIV) ก็คือสิ่งแรกที่ดีที่สุดที่คุณทำเพื่อตัวเองได้ในตอนนี้

การตรวจไม่ได้ยุ่งยากหรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด ที่ PSK Clinic ลาดพร้าว เราพร้อมดูแลทุกคนอย่างมืออาชีพและเท่าเทียม ไม่มีการตัดสิน ลงทะเบียนแบบนิรนาม และรู้ผลได้ภายในวันเดียว

ทำไมต้องตรวจ HIV?

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) มีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะในระยะแรกของการติดเชื้อมักไม่มีอาการแสดงให้เห็นชัดเจน ทำให้หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อมานานหลายปีโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่เชื้อกำลังค่อยๆ บั่นทอนระบบภูมิคุ้มกันไปทีละน้อย การรู้สถานะของตัวเองเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้เริ่มการรักษาได้เร็วขึ้นก่อนที่ภูมิคุ้มกันจะเสียหายมาก ทั้งยังช่วยลดโอกาสการส่งต่อเชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย

ข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ UNAIDS ณ สิ้นปี 2567 ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ราว 40.8 ล้านคน โดยในปีเดียวกันมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 1.3 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ประมาณ 630,000 คน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้เสียชีวิตนี้ลดลงถึง 54% เมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทั้งการรักษาและการป้องกันได้ก้าวหน้าไปมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีราว 568,565 คน และในปี 2568 ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีกถึง 8,862 ราย ที่น่าเป็นห่วงคือ ในจำนวนนี้กว่า 35% เป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 15–24 ปี ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในขณะนี้ (ที่มา: Nation Thailand, UNAIDS 2025)

HIV คืออะไร และส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

เชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือไวรัสที่บุกทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกัน CD4+ T-helper cell ในร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงทีละน้อย หากไม่ได้รับการรักษา ร่างกายจะไม่สามารถต้านทานโรคได้ และพัฒนาเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ (AIDS — Acquired Immunodeficiency Syndrome) ในที่สุด

เชื้อ HIV ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งบางชนิดเท่านั้น ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด สารคัดหลั่งทางทวารหนัก และน้ำนมแม่ ช่องทางหลักคือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

HIV ไม่ติดต่อผ่าน: การกอด จับมือ ใช้ห้องน้ำร่วมกัน กินอาหารจากภาชนะเดิม น้ำลาย เหงื่อ น้ำตา หรือถูกยุงกัด

อาการ HIV มีกี่ระยะ?

ผู้ชายป่วยนั่งจับคลำที่คอ

ระยะที่ 1 — HIV เฉียบพลัน (Acute HIV Infection)

อาการ HIV ระยะแรกมักเกิดขึ้น 2–4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว เจ็บคอ มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองโตกดเจ็บ เหงื่อออกตอนกลางคืน และมีแผลในปาก

ในระยะนี้ปริมาณเชื้อ HIV ในเลือดสูงมาก ทำให้มีโอกาสส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่นได้ง่ายกว่าระยะอื่น หากมีอาการเหล่านี้หลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรรีบมาตรวจทันที และถามเรื่องยาเป๊ป (PEP) ถ้าเพิ่งเจอความเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง

ระยะที่ 2 — HIV เรื้อรัง (Chronic HIV Infection)

หลังจากระยะเฉียบพลัน เชื้อ HIV เข้าสู่ระยะเรื้อรัง ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการใด ๆ เลย (Asymptomatic) และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เชื้อยังคงทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างเงียบ ๆ ระยะนี้อาจกินเวลายาวนานหลายปีหรือหลายสิบปีหากไม่ได้รับการรักษา และช่วงนี้เองที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว — นั่นคือเหตุผลที่การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีเป็นประจำสำคัญมาก

ระยะที่ 3 — โรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome) คือระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนอ่อนแอลงอย่างมาก แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระยะนี้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ลดต่ำลงกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ทั้งที่คนทั่วไปจะมีอยู่ราว 500–1,500 เซลล์ หรือเมื่อเริ่มมีการติดเชื้อฉวยโอกาสเกิดขึ้น เช่น เชื้อราขึ้นปอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือวัณโรคต่อมน้ำเหลือง

โดยทั่วไป หากผู้ติดเชื้อไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ร่างกายมักใช้เวลาประมาณ 2–10 ปีกว่าจะดำเนินเข้าสู่ระยะเอดส์ แต่ด้วยยาต้านไวรัส (ART) ที่มีในปัจจุบัน เราสามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลามมาถึงระยะนี้ได้อย่างสมบูรณ์

การตรวจ HIV มีกี่วิธี?

การตรวจ HIV แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยการตรวจเลือด ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำวิธีนี้เนื่องจากสามารถตรวจคัดกรองเชื้อได้หลายวิธี อีกประเภทที่ เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับคนไม่สะดวกเดินทางไปคลินิกคือ การตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV self screening test) ซึ่งการตรวจประเภทนี้สามารถตรวจได้ทั้งทางเลือดหรือทางน้ำลาย โดยผลเลือดที่ PSK Clinic ใช้เวลาประมาณ 30–40 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ และไม่ต้องนัดล่วงหน้า

วิธีตรวจสิ่งที่ตรวจหาช่วงเวลาที่แนะนำให้ตรวจ (หลังมีความเสี่ยง)
3rd Generation Anti-HIVสารแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี21–28 วัน
4th Generation Anti-HIV หรือ HIV Ag/Ab Combination testสารแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี และ p24 Antigen14–21 วัน
NAT (Nucleotide Amplification Test)สารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี7–10 วัน
HIV Self-Test (3rd Generation Anti-HIV)สารแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี28 วัน
HIV Self-Test (4th Generation Anti-HIV หรือ HIV Ag/Ab Combination test)สารแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี และ p24 Antigen21 วัน

ตรวจ Anti-HIV

เป็นวิธีตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นมาตรฐานในการวินิฉัยการติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้กันทั่วโลก ในปัจจุบันชุดตรวจที่ใช้ตรวจคัดกรองในสถานพยาบาลจะมี 2 ชนิดคือ

  1. ชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีรุ่นที่ 3 หรือ 3rd Generation Anti-HIV เป็นการตรวจหาเฉพาะสารแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อเอชไอวีในเลือด สามารถตรวจพบสารแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อเอชไอวีได้ตั้งแต่ 3 สัปดาห์หลังจากที่มีความเสี่ยง
  2. ชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีรุ่นที่ 4 หรือ 4th Generation Anti-HIV หรือ HIV Ag/Ab Combination test เป็นการตรวจหาทั้งสารแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อเอชไอวีและ p24 Antigen ซึ่งเป็นโปรตีนส่วนประกอบของเปลือกชั้นในของเชื้อไวรัส HIV สามารถตรวจพบสารแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อเอชไอวีและ p24 Antigen ได้ตั้งแต่ 14 วันหลังจากที่ได้รับความเสี่ยง

การตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วย Anti-HIV รุ่นที่ 3 และ Anti-HIV รุ่นที่ 4 หรือ HIV Ag/Ab Combination test นั้นมีข้อดีคือ ราคาถูกและสามารถตรวจคัดกรองได้ที่สถานพยาบาลทั่วไป ไม่จำเป็นต้องไปตรวจที่โรงพยาาลขนาดใหญ่ แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือมีช่วงเวลาที่ติดเชื้อแล้วตรวจไม่พบหรือ Window Period ที่ค่อนข้างนาน นอกจากนี้ในการสรุปผลว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี หรือ ผลเลือดบวก จำเป็นต้องใช้การตรวจ Anti-HIV ที่แตกต่างกัน 3 วิธีและให้ผล Reactive ทั้ง 3 วิธี ถึงจะสามารถสรุปผลได้ว่าเป็น ผลเลือดบวก

ตรวจ NAT (Nucleic Acid Test / ตรวจสารพันธุกรรม)

ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV โดยตรง ไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีก่อน สามารถตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีได้ตั้งแต่ 7-10 วันหลังจากที่มีความเสี่ยง ข้อดีของการตรวจแบบ NAT คือ เป็นการตรวจคัดกรองเอชไอวีที่มีความแม่นยำสูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้ผลคัดกรองเอชไอโดยเร็วที่สุดและไม่จำเป็นต้องตรวจ 3 วิธีแบบการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยวิธี Anti-HIV ข้อเสียของวิธีการตรวจแบบ NAT คือเป็นการตรวจคตัดกรองเอชไอวีที่มีราคาสูงกว่าการตรวจแบบอื่นและต้องรอผลประมาณ 2-3 วันทำการ

HIV self test PSK clinic bangkok

HIV Self-test หรือ การตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง

เป็นการตรวจคัดกรองเอชไอวีโดยใช้เป็นชุดตรวจแบบ Rapid test ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองเอชไอวีได้เองที่บ้านและมีความแม่นยำมากกว่า 99% ในปัจจุบันชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตัวเองมีทั้งที่เป็นการตรวจแบบ 3rd Generation Anti-HIV และ 4th Generation Anti-HIV หรือ HIV Ag/Ab Combination test โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถใช้ชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตัวเองในการตรวจคัดกรองเอชไอวีหลังจากที่มีความเสี่ยงอย่างน้อย 28 วัน ข้อดีของการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตัวเองคือ สามารถหาซื้อชุดตรวจจากร้านขายยาที่ได้มาตรฐาน ตรวจได้ด้วยตัวเอง จึงทำให้ไม่ต้องไปรอคิวตรวจที่สถานพยาบาล แต่มีข้อเสียคือ ในกรณีที่ผลตรวจออกมาให้ผลบวกจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ที่ตรวจติดเชื้อเอชไอวี ในกรณีที่ผลตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตัวเองให้ผลบวก ผู้ที่ตรวจต้องไปตรวจยืนยันผลตรวจที่สถานพยาบาลเสมอ

หากใช้ HIV Self-test ที่บ้าน ควรเลือกชุดตรวจที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. เท่านั้น และถ้าผลเป็น บวกหรือไม่ชัดเจน ให้มาตรวจยืนยันที่คลินิกทันที เนื่องจากการยืนยันผลบวก HIV ต้องใช้การตรวจ 3 วิธีต่างกันทั้งหมดจึงจะสรุปได้

ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง (HIV Self-Test) คือทางเลือกสำหรับคนที่อยากรู้สถานะแบบส่วนตัวที่สุด ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องนัด รู้ผลได้ที่บ้าน ปัจจุบันมี 4 ยี่ห้อ ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ในประเทศไทย

ชุดตรวจที่ขึ้นทะเบียน อย. ในไทย

ยี่ห้อชนิดรู้ผลในความแม่นยำ
INSTI (แคนาดา)เลือดปลายนิ้ว~60 วินาที≥99.5%
iCare (จีน)เลือดปลายนิ้ว15–20 นาที≥99.5%
OraQuick (สหรัฐฯ)น้ำลาย20–40 นาที≥99%
CheckNOW (จีน)เลือดปลายนิ้ว15–20 นาที≥99.5%

การรักษาความลับ — ระบบลงทะเบียนนิรนาม

การรักษาความลับเป็นหลักสากลข้อหนึ่งของการตรวจเอชไอวีจากทั้งหมด 5 ข้อ โดยการรักษาความลับ (Confidentiality) คือมาตรการป้องกันข้อมูลของคนไข้ไม่ให้ถูกเปิดเผยสู่ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ที่มารับการตรวจ เพราะหากข้อมูลหลุดไปอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผู้ที่เข้ารับการตรวจ เช่น หน้าที่การงาน เป็นต้น และยังส่งผลต่อสภาวะทางใจของผู้เข้ารับการตรวจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ และให้ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อเอชไอวีกับโรคเอดส์ แต่การตีตราต่อผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ยังคงมีอยู่จำนวนมาก ดังนั้นทางคลินิกจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และนำวิธีการลงทะเบียนแบบคลินิกนิรนาม คือ การไม่ระบุชื่อและนามสกุลใช้ภายในคลินิกของเราด้วย

ควรตรวจ HIV หลังเสี่ยงกี่วัน? (Window Period คืออะไร)

Window Period หรือ “ระยะหน้าต่าง” คือช่วงเวลาหลังได้รับเชื้อที่ร่างกายยังสร้างสารที่ตรวจพบได้ไม่เพียงพอ การตรวจในช่วงนี้อาจได้ผล ลบปลอม (False Negative) แม้จะติดเชื้อจริง ดังนั้นการรู้ว่าควรตรวจเมื่อไหร่จึงสำคัญมาก

คำแนะนำจาก CDC:

  • ตรวจ 14 วัน หลังเสี่ยง — จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการตรวจ Anti-HIV รุ่น 4
  • ยืนยันด้วยการตรวจซ้ำ 45 วัน หลังเสี่ยง — เพื่อความแน่ใจ 100%
  • ถ้าใช้ Self-test kit ควรรอนานกว่านี้และยืนยันที่คลินิกเสมอ
  • ถ้าต้องการรู้เร็วกว่านั้น การตรวจ NAT สามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ 7–10 วัน หลังเสี่ยง
กลุ่มเพื่อนใช้ชีวิตอยากปกติสุข

การรักษา HIV ทำได้อย่างไร? รักษาหายขาดไหม?

HIV ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ควบคุมได้ดีมากด้วยยาต้านไวรัส (ART — Antiretroviral Therapy) ซึ่งสามารถกดปริมาณเชื้อในเลือดให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable Viral Load) ได้ภายใน 3–6 เดือนหลังเริ่มรักษา

แนวคิดที่สำคัญที่สุดที่ควรรู้คือ U=U (Undetectable = Untransmittable) หรือ “ตรวจไม่พบ = ไม่ส่งต่อ” ซึ่งได้รับการยืนยันโดย WHO, CDC และ NIH ว่าผู้ที่มีเชื้อ HIV แต่ได้รับการรักษาจนระดับไวรัสในเลือดต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถส่งต่อเชื้อให้คนอื่นได้ทางเพศสัมพันธ์เลย

ยาที่ WHO แนะนำเป็น first-line คือ Dolutegravir (TLD) ซึ่งเป็นยารวม 3 ตัวในเม็ดเดียว ณ ปี 2567 มีผู้ได้รับยานี้แล้วกว่า 25 ล้านคน ทั่วโลก งานวิจัยจาก The Lancet ยืนยันว่าผู้ที่เริ่มรักษาด้วย ART ตั้งแต่ระยะแรกและรักษาต่อเนื่อง มีอายุขัยเฉลี่ยใกล้เคียงกับคนทั่วไป ณ ปี 2567 มีผู้ติดเชื้อ HIV ทั่วโลกถึง 77% ที่ได้รับยา ART แล้ว และ 73% มีระดับไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ

ถ้าผลตรวจออกมาเป็นบวก เราจะพูดคุยทุกอย่างกับคุณอย่างเป็นขั้นตอน ไม่เร่งรีบ และช่วยวางแผนขั้นตอนต่อไปร่วมกัน

การป้องกันการติดเชื้อ HIV ทำได้อย่างไรบ้าง?

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ คือวิธีป้องกัน HIV ที่เข้าถึงง่ายที่สุด และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ด้วย

ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) หรือยาเพร็พ คือยาที่ผู้ที่ไม่มีเชื้อ HIV แต่มีความเสี่ยงสูงกินเพื่อป้องกันก่อนเจอความเสี่ยง เมื่อกินสม่ำเสมอทุกวัน สามารถลดความเสี่ยงติดเชื้อ HIV ทางเพศสัมพันธ์ได้ถึง 99% ตามข้อมูลของ CDC

ข้อมูลใหม่ปี 2568: FDA สหรัฐฯ อนุมัติยาเพร็พชนิดฉีด Lenacapavir ในเดือนมิถุนายน 2568 — ฉีดเพียงทุก 6 เดือน โดยมีประสิทธิภาพ 100% ในกลุ่มผู้หญิง และ 96% ในกลุ่มผู้ชาย WHO รับรองแล้วในเดือนกรกฎาคม 2568 นอกจากนี้ Gates Foundation และ Unitaid กำลังพัฒนา generic version ในราคาเพียง 40 ดอลลาร์ต่อปี สำหรับ 120 ประเทศ คาดว่าจะพร้อมใช้ปี 2570

สอบถามแพทย์ที่ PSK Clinic เพื่อดูตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ — ทั้งยากิน รายวันและรายเดือน รวมถึง Lenacapavir ฉีดทุก 6 เดือน

PSK Clinic ให้บริการปรึกษา สั่งยา และติดตามผล PrEP ครบในที่เดียว

ยาเป๊ป (PEP) — กินฉุกเฉินหลังเจอความเสี่ยง

ยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis) หรือยาเป๊ป คือยาต้าน HIV ฉุกเฉินที่ต้องเริ่มกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังเจอความเสี่ยง และกินต่อเนื่อง 28 วัน ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้ผลดีกว่า หากเพิ่งเจอความเสี่ยง ติดต่อเราได้ทันที ไม่ต้องนัด

ใครบ้างที่ควรตรวจ HIV?

WHO และ CDC แนะนำให้ตรวจ HIV หากคุณ:

  1. มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่ใหม่หรือหลายคน
  2. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  3. เคยเป็นหรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI/STD)
  4. เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจมีความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน
  5. ตั้งครรภ์ — แนะนำตรวจเป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์
  6. เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
  7. ไม่แน่ใจในพฤติกรรมของคู่รัก

สำหรับผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่เป็นประจำ แนะนำตรวจทุก 3–6 เดือน — ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้สถานะตัวเองคือการดูแลทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

อยากตรวจ HIV เริ่มยาเพร็พ หรืออยากพูดคุยกับแพทย์ก่อน — เราพร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพและไม่ตัดสิน

  • โทร.095-049-4142
  • LINE: @pskclinic 
  • เปิดทุกวัน 11:00–19:00 (คิวสุดท้าย 18:30)

อ้างอิง

  1. UNAIDS. Global HIV & AIDS Statistics — Fact Sheet 2025. unaids.org
  2. องค์การอนามัยโลก (WHO). HIV Statistics, globally and by WHO region, 2024. cdn.who.int
  3. CDC. Clinical Recommendation for Use of Injectable Lenacapavir as PrEP, 2025. cdc.gov
  4. NIH/NIAID. U=U — HIV Undetectable = Untransmittable. niaid.nih.gov
  5. The Lancet Healthy Longevity. Life expectancy of people with HIV on long-term ART. thelancet.com
  6. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ddc.moph.go.th
  7. Nation Thailand. HIV cases rise over 8,800 in 2025; teens most at risk. nationthailand.com
  8. AVAC. Lenacapavir for PrEP — access and pricing. avac.org

คำถามที่พบบ่อย Frequent Ask Question (FAQs)

การเตรียมตัวและขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ HIV

ปัจจุบันการตรวจ HIV ใช้เวลารวดเร็วและไม่น่ากลัว อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องงดอาหาร งดน้ำ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือ ระยะเวลาหลังจากที่ไปเจอความเสี่ยงมา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระหว่าง 2-4 สัปดาห์ จากนั้นเลือกสถานพยาบาลที่ท่านสะดวกและเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ให้พร้อมในกรณีที่ต้องใช้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถานพยาบาล) ก่อนตรวจเลือดคุณจะได้รับการซักประวัติกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยง จากนั้นแพทย์จึงส่งตรวจเลือดและรอผลเลือด โดยใช้เวลารอฟังผลประมาณ 30 นาที

  • ระลึกถึงเหตุการณ์ ระยะเวลาหลังจากไปเจอความเสี่ยงมา เพื่อใช้สำหรับการซักประวัติ
  • ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร ก่อนเข้ารับการตรวจ HIV
  • เข้ารับการประเมินความเสี่ยงจากแพทย์
  • ตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ
  • ฟังผลเลือดจากแพทย์

ใช่ เราใช้ระบบลงทะเบียนแบบนิรนาม ไม่ระบุชื่อ-นามสกุลในระบบ ข้อมูลของคุณจะไม่ถูกเปิดเผยต่อนายจ้าง ครอบครัว หรือบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคุณ

ผลเลือดของการตรวจเอชไอวีใช้เวลารอประมาณ 30-40 นาที ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ และขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่ในปัจจุบันผู้ที่เข้ารับการตรวจสามารถเลือกได้ว่าจะรับผลจากทางไหน อาจเลือกรอฟังผลกับแพทย์ หรือบางท่านอาจเลือกให้ส่งผลทางอีเมลเพื่อประหยัดเวลาก็สามารถทำได้

HIV ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ควบคุมได้ดีมากด้วยยา ART ผู้ที่รักษาสม่ำเสมอสามารถมีระดับเชื้อต่ำจนตรวจไม่พบ (U=U — ตรวจไม่พบ = ไม่ส่งต่อ) และมีอายุขัยใกล้เคียงคนทั่วไปได้

ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีหลังจากที่เจอความเสี่ยงมา 2-4 สัปดาห์ มักจะมีอาการของการติดเชื้อ HIV แบบเฉียบพลัน (Acute HIV Infection) โดยอาการทั่วไปที่สามารถพบได้จะคล้ายกับการเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้, หนาวสั่น, อ่อนเพลีย, ปวดเมื่อยเนื้อตัว, เจ็บคอ, มีผื่นแดงขึ้นตามตัว, ต่อมน้ำเหลืองโตกดเจ็บ, เหงื่อออกตอนกลางคืน, หรืออาจจะมีแผลในปากร่วมด้วยได้ เป็นต้น ดังนั้นแนะนำว่าควรตรวจหลังจากที่ไปเจอความเสี่ยง 14-30 วัน

การตรวจ HIV สามารถเข้ารับการตรวจได้ทั้งในโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน คลินิกนิรนามสภากาชาดไทย หรือคลินิกเอกชน อย่างเช่น พีเอสเค คลินิก ที่ให้บริการตรวจ HIV อย่างมีคุณภาพ ใช้เวลาไม่นาน เดินทางสะดวก ได้มาตรฐานคลินิกเวชกรรม และให้ความสำคัญกับข้อมูลผู้ใช้บริการ จึงใช้หลักการลงทะเบียนแบบนิรนาม 

ตรวจ HIV ฟรีปีละ 2 ครั้ง โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานพยาบาลที่อยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสถานบริการตรวจเอชไอวีของภาคประชาสังคม และคลินิกนิรนาม เป็นต้น

ชุดตรวจ HIV Self-test ที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ในไทย เช่น INSTI, iCare, OraQuick มีความแม่นยำ ≥99% แต่ตรวจได้เฉพาะแอนติบอดี จึงต้องรอ 90 วัน (3 เดือน) หลังเสี่ยงถึงจะได้ผลที่เชื่อถือได้สูงสุด ถ้าผลเป็น Reactive (บวก) หรือไม่ชัดเจน ต้องมาตรวจยืนยันที่คลินิกทันที — ห้ามสรุปผลจาก self-test เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคน หากคุณยังคงเป็นผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำและมักเจอกับความเสี่ยงอยู่บ่อยครั้ง ก็ควรตรวจเอชไอวีทุกครั้งหลังเจอความเสี่ยง หรือมีความไม่มั่นใจในคนรักของตนเอง ก็ควรตรวจทุก 3-6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง