หูดอาการ การรักษา ติดต่ออย่างไร

โรคหูด (Warts) คืออะไร? หูดหงอนไก่ติดต่อยังไง และรักษาแบบไหนดี

เลือกอ่านตามหัวข้อ

เจอตุ่มเนื้อนูนเล็ก ๆ ผิวขรุขระขึ้นที่นิ้วมือ ฝ่าเท้า หรือแม้แต่บริเวณอวัยวะเพศ คุณอาจสงสัยว่ามันคือหูดหรือเปล่า แล้วจะติดคนอื่นไหม มันเป็นเรื่องปกติที่จะกังวล เพราะโรคหูดเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยในทุกเพศทุกวัย

PSK Clinic จะพาคุณไปทำความรู้จักกับโรคหูดตั้งแต่ต้น สาเหตุของโรค หูดแต่ละชนิด วิธีการแยกหูดหงอนไก่ออกจากตุ่มชนิดอื่น วิธีการรักษา และการป้องกัน เพื่อให้คุณดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องและไม่ต้องกังวลจนเกินไป

โรคหูดคืออะไร? เกิดจากอะไร?

โรคหูด (Warts) คือตุ่มเนื้อนูนขึ้นอยู่บนผิวหนัง หรือเยื่อบุที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus: HPV) ทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกแบ่งตัวมากผิดปกติจนกลายเป็นก้อน หูดส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อโดยตรง สามารถรักษาได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของหูดและตำแหน่งที่ขึ้น

เชื้อ HPV มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์จะอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกัน บางสายพันธุ์ขึ้นบริเวณผิวหนังทั่วไปก็จะทำให้เกิดหูดที่มือ เท้า หรือใบหน้า ส่วนสายพันธุ์ที่ชอบอยู่ตามเยื่อบุอัวยะเพศจะทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ซึ่งจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง

เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอดหรือแผลเล็ก ๆ บนผิว ซึ่งบางครั้งเล็กมากจนมองไม่เห็น ทำให้ผิวที่เปียกชื้นหรือลอก แตก จึงได้รับเชื้อได้ง่ายมากกว่าผิวที่เป็นปกติ หลังจากได้รับเชื้อ ร่างกายอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าหูดจะโผล่ให้เห็น

โรคหูดมีกี่ชนิด? แต่ละมีลักษณะเป็นอย่างไร

หูดแบ่งตามลักษณะและตำแหน่งที่พบได้ 5 ชนิดหลัก คือ หูดทั่วไป หูดฝ่าเท้า หูดแบนราบ หูดเส้นใย และหูดหงอนไก่ แต่ละชนิดเกิดจากเชื้อ HPV ต่างสายพันธุ์ และมีวิธีดูแลต่างกัน

ชนิดหูดตำแหน่งที่พบบ่อยลักษณะสายพันธุ์ HPV ที่พบบ่อย
หูดทั่วไป (Common warts)นิ้วมือ หลังมือ รอบเล็บ หัวเข่าตุ่มนูนแข็ง ผิวขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ สีเนื้อหรือเทา1, 2, 4, 27, 57
หูดฝ่าเท้า (Plantar warts)ฝ่าเท้า ส้นเท้า โคนนิ้วเท้าแบนเพราะถูกน้ำหนักกด มีจุดดำเล็ก ๆ ตรงกลาง เจ็บเวลาเดิน1, 2, 4
หูดแบนราบ (Flat warts)ใบหน้า หน้าผาก หลังมือ ขาตุ่มแบนเล็ก ผิวเรียบ ขึ้นเป็นกลุ่มหลายเม็ด3, 10
หูดเส้นใย (Filiform warts)รอบปาก จมูก เปลือกตาติ่งเนื้อยื่นยาวคล้ายเส้นด้าย1, 2, 4
หูดหงอนไก่ (Genital warts / Condyloma acuminata)อวัยวะเพศ ขาหนีบ รอบทวารหนักติ่งเนื้อนิ่ม สีชมพูหรือสีเนื้อ ขึ้นเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มคล้ายหงอนไก่6, 11 (ราว 90%)

หูดทั่วไปและหูดเส้นใย

หูดทั่วไปพบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น มักขึ้นบริเวณที่ผิวถลอกบ่อย เช่น รอบเล็บของคนที่ชอบกัดเล็บหรือแกะเล็บ ส่วนหูดเส้นใบมันขึ้นบนใบหน้าและโตเร็ว หูดทั้งสองชนิดนี้ไม่มีอาการเจ็บ แต่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความไม่มั่นใจ

หูดที่เท้า

หูดฝ่าเท้า

เกิดจากการเดินเท้าเปล่าในพื้นที่สาธารณะที่มีความเปียกชื้น เช่น สระว่ายน้ำ ห้องอาบน้ำรวม หรือห้องล็อกเกอร์ หูดชนิดนี้มักถูกน้ำหนักตัวกดให้แบนและฝังลึกลงในผิว ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาที่เดินหรือยืนนาน ๆ

หูดแบนราบ

มีขนาดเล็กและนูนเพียงเล็กน้อย มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว การโกนหนวดหรือโกนขนอาจทำให้หูดชนิดนี้กระจายเป็นแนวตามรอยมีดโกน

หูดหงอนไก่

เป็นหูดชนิดเดียวในกลุ่มที่จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าราว 90% เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงต้ำที่ไม่ก่อมะเร็ง (อ้างอิง: CDC STI Treatment Guidelines, 2021)

โรคหูดติดต่อทางไหนบ้าง?

โรคหูดติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่เกิดหูด หรือสัมผัสสิ่งของและพื้นผิวที่มีเชื้อ เช่น พื้นห้องอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือรองเท้า ส่วนหูดหงอนไก่ติดต่อหลัก ๆ จากการมีเพศสัมพันธ์และการสัมผัสบริเวณที่เกิดหูด เช่น อวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก เป็นต้น

การติดต่อของหูดที่ผิวหนัง

หูดที่มือและเท้าเกิดจากเชื้อ HPV ที่ผิวหนัง สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงบริเวณผิวหนังที่เป็นหูด หรือสัมผัสสิ่งของและพื้นผิวที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ เช่น พื้นบริเวณสระน้ำ ห้องอาบน้ำรวม และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

การแกะ เกา หรือกัดหูด อาจทำให้เชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังมีรอยแตกหรือบาดแผล และการที่ผิวเปียกชื้นเป็นเวลานานอาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ

ใครบ้างที่มีโอกาสติดหูดได้ง่ายขึ้น?

  • เด็กและวัยรุ่น
  • ผู้ที่มีผิวหนังแตก มีแผล หรือรอยถลอกบ่อย
  • ผู้ที่มือหรือเท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจมีโอกาเกิดหูดสูงกว่าคนทั่วไป หรือรักษาได้ยากขึ้น

หูดหงอนไก่ติดต่ออย่างไร?

หูดหงอนไก่ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวต่อผิวระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดและทางทวารหนัก การใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกันก็แพร่เชื้อได้ ส่วนการติดผ่านออรัลเซ็กซ์พบได้น้อย

เชื้อ HPV สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้แม้ไม่มีหูดให้เห็นหรือไม่มีอาการ โดยหูดอาจปรากฏหลังติดเชื้อเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี

หูดหงอนไก่ไม่ติดต่อผ่านการจูบ การใช้ผ้าเช็ดตัว ช้อนส้อม แก้วน้ำ และฝารองนั่งชักโครกร่วมกัน อ้างอิงจากข้อมูลของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) 

ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด เพราะเชื้อสามารถแพร่ผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้ครอบคลุม เช่น ถุงอ้ณฑะ ขาหนีบ และผิวหนังรอบทวารหนัก

หูดหงอนไก่

หูดหงอนไก่มีอาการอย่างไร? หลังติดเชื้อนานแค่ไหนถึงแสดงอาการ

หูดหงอนไก่มีลักษณะเป็นติ่งเนื้อนิ่ม สีชมพูหรือสีเนื้อ ผิวขรุขระ ขึ้นเดี่ยว ๆ  หรือรวมกันเป็นกลุ่มคล้ายดอกกะหล่ำ ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ มักแสดงอาการหลังได้รับเชื้อหลายสัปดาห์​ไปจนถึงหลายเดือน บางรายอาจใช้เวลานานเป็นปี

ตำแหน่งที่พบบ่อยในผู้ชาย ได้แก่ ส่วนหัวและลำองคชาต หนังหุ้มปลาย ถุงอัณฑะ ขาหนีบ และรอบทวารหนัก ส่วนในผู้หญิงพบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก อวัยวะเพศ และรอบทวารหนัก หูดรอบทวารหนักพบได้ในทุกเพศ แม้ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็ตาม

อาการอื่นที่อ่านพบร่วมด้วย ได้แก่

  • คัน ระเคืองบริเวณที่เป็น
  • มีเลือดออกเมื่อเกิดการเสียดสี 
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ปัสสาวะลำบาก หากหูดขึ้นใกล้ท่อปัสสาวะ

CDC ระบุว่าหูดหงอนไก่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และอาจแสดงอาการหลังรับเชื้อนานหลายเดือนหรือหลายปี (อ้างอิง: CDC, 2021) ดังนั้นการเจอหูดในวันนี้จึงไม่ได้แปลว่าเพิ่งติดเชื้อจากคนรัก คู่นอน คนปัจจุบันเสมอไป 

ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV หูดหงอนไก่อาจมีขนาดใหญ่ ขึ้นหลายตำแหน่ง ตอบสนองต่อการรักษาช้า และกลับมาเป็นได้บ่อยกว่า จึงควรให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

ตุ่มที่อวัยวะเพศใช่หูดหงอนไก่ไหม? ลักษณะที่คนมักเข้าใจผิด

ตุ่มที่อวัยวะเพศไม่ได้เป็นหูดหงอนไก่เสมอไป มีหลายภาวะที่หน้าตาคล้ายกัน บางภาวะเป็นลักษณะปกติของร่างกาย บางภาวะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นที่รักษาต่างกัน การตรวจโดยแพทย์จึงช่วยให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง

ภาวะลักษณะติดต่อได้ไหมต้องรักษาไหม
หูดหงอนไก่ (Genital warts)ติ่งเนื้อผิวขรุขระ ขนาดไม่เท่ากัน ขึ้นกระจัดกระจายติดต่อได้แล้วแต่กรณี แพทย์ช่วยพิจารณา
ตุ่มมุกที่องคชาต (Pearly penile papules)ตุ่มเล็กสีขาวมุก เรียงเป็นแถวรอบขอบหัวองคชาตอย่างเป็นระเบียบไม่ติดต่อไม่ต้อง เป็นลักษณะปกติ
จุดไขมัน (Fordyce spots)จุดเล็กสีเหลืองขาว แบนหรือนูนเล็กน้อยไม่ติดต่อไม่ต้อง
หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)ตุ่มกลมผิวเรียบเงา มีรอยบุ๋มตรงกลางติดต่อได้อาจหายเอง หรือรักษาเพื่อลดการแพร่
ติ่งเนื้อ (Skin tags)ติ่งเนื้อนิ่ม ผิวเรียบ มีก้านเล็กไม่ติดต่อไม่จำเป็น ยกเว้นรบกวน
ผื่นซิฟิลิสระยะที่ 2 (Condyloma lata)ปื้นนูนแบน ผิวชื้น มักขึ้นรอบทวารหนักหรืออวัยวะเพศติดต่อได้ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

หูดที่เท้ากับตาปลาต่างกันอย่างไร

หูดที่เท้าเกิดจากเชื้อไวรัสและติดต่อได้ ส่วนตาปลา (Corn) เกิดจากการกดทับหรือเสียดสีซ้ำ ๆ และไม่ติดต่อ วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ หูดที่เท้ามักมีจุดดำเล็ก ๆ และทำให้ลายนิ้วเท้าขาดตอน ส่วนตาปลามีแกนกลางในและลายผิวยังต่อเนื่อง

อีกวิธีที่ใช้สังเกตคือการกด หูดที่เท้ามักเจ็บเมื่อบีบจากด้านข้าง ส่วนตาปลาจะเจ็บเมื่อกดตรง ๆ ลงไป จุดดำในหูดคือเส้นเลือดฝอยที่อุดตัน ไม่ใช่สิ่งสกปรก

การแยกสองภาวะนี้ออกจากกันมีความสำคัญมาก เพราะวิธีดูแลรักษาต่างกัน ตาปลาอาการดีขึ้นได้ด้วยการลดแรงกดทับ เช่น เปลี่ยนรองเท้า ส่วนหูดที่เท้าต้องจัดการกับหูด และควรระวังไม่ให้แพร่ไปยังคนในบ้าน

โรคหูดหายเองได้ไหม? ต้องรักษาหรือไม่?

โรคหูดหลายชนิดหายเองได้เมื่อภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อ แต่ใช้เวลาไม่แน่นอน อาจเป็นหลายเดือนถึงหลายปี หูดที่ผิวหนังส่วนใหญ่หายเองภายใน 2 ปี ส่วนหูดหงอนไก่บางรายหายเองภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี

The Pharmaceutical Journal ระบุว่าหูดส่วนใหญ่หายเองภายใน 2 ปี แต่บางรายอาจใช้เวลานาน 5-10 ปี (อ้างอิง: The Pharmaceutical Journal) แม้หูดจะหายเองได้ หลายคนก็เลือกรักษาเพราะหูดรบกวนชีวิตประจำวัน เจ็บเวลาเดิน ทำให้ไม่มั่นใจ หรือกังวลว่าจะแพร่ให้คนใกล้ชิด ระหว่างรอก็มีโอกาสที่หูดจะโตขึ้นหรือกระจายไปตำแหน่งอื่น

สำหรับหูดหงอนไก่ การรักษามีจุดประสงค์เพื่อกำจัดหูดที่มองเห็นได้และบรรเทาอาการ ไม่ได้กำจัดเชื้อ HPV ออกจากร่างกายโดยตรง CDC ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานว่าวิธีรักษาใดเหนือกว่าวิธีอื่นชัดเจน และหูดมักกลับมาได้ภายใน 3 เดือนแรกหลังรักษา (อ้างอิง: CDC, 2021) การนัดติดตามกับแพทย์จึงช่วยให้จัดการหูดที่ขึ้นใหม่ได้เร็ว

เชื้อ HPV ในร่างกายส่วนใหญ่ถูกภูมิคุ้มกันกำจัดได้เองภายในระยะเวลาหนึ่ง การดูแลสุขภาพโดยรวม นอนหลับพักผ่อนให้พอ และงดสูบบุหรี่ จึงช่วยสนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกันได้

วิธีรักษาหูดมีอะไรบ้าง?

วิธีการรักษาหูดขึ้นอยู่กับชนิดของหูด ขนาด จำนวน และตำแหน่งของหูด ทางเลือกหลักคือยาทา การจี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว การจี้ด้วยกรด และการผ่าตัดหรือจี้ไฟฟ้า แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละคน บางรายอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน

การรักษาหูดที่ผิวหนัง (มือ เท้า หน้า)

  • ยาทากรดซาลิไซลิก: ช่วยลอกผิวหูดทีละชั้น ต้องทาต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ไม่ควรใช้บริเวณใบหน้าหรืออวัยวะเพศ
  • การจี้เย็น (Cryotherapy): ใช้ไนโตรเจนเหลวทำให้เนื้อหูดตาย ทำซ้ำทุก 2-3 สัปดาห์
  • การจี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือขูดออก: ใช้กับหูดที่ใหญ่หรือรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล

การรักษาหูดหงอนไก่

ปี 2021 CDC ออกแนวทางการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยแบ่งวิธีรักษาหูดหงอนไก่ออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มวิธีรักษาลักษณะการใช้
ยาที่ผู้ป่วยทาเองที่บ้านอิมิควิโมด (Imiquimod) ครีม 3.75% หรือ 5%ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ทาตามที่แพทย์สั่งหลายสัปดาห์
โพโดฟิล็อกซ์ (Podofilox) 0.5%ทาเป็นรอบ รอบละ 3 วัน แล้วพัก
ซิเนคาเทชิน (Sinecatechins) 15%สารสกัดจากชาเขียว ทาวันละ 3 ครั้ง
หัตถการโดยแพทย์การจี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว (Cryotherapy)ทำซ้ำทุก 1-2 สัปดาห์จนหูดหลุด
การจี้ด้วยกรดไตรคลอโรอะซิติก (TCA) 80-90%แพทย์แต้มเฉพาะที่หูด เหมาะกับหูดขนาดเล็ก
การตัดออก จี้ไฟฟ้า หรือเลเซอร์เหมาะกับหูดขนาดใหญ่หรือจำนวนมาก

ยาทาหลายชนิดต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพราะอาจทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศระคายเคือง แดง หรือเป็นแผลได้ การเลือกวิธีรักษาจึงควรพิจารณาร่วมกับแพทย์ ทั้งเรื่องความสะดวก ค่าใช้จ่าย และจำนวนครั้งที่ต้องมาพบแพทย์

ส่วนคำถามยอดฮิตว่าจี้หูดหงอนไก่เจ็บไหม คำตอบคือแต่ละวิธีรู้สึกต่างกัน การจี้เย็นมักรู้สึกเย็นแสบคล้ายโดนน้ำแข็งกัดช่วงสั้น ๆ ส่วนการตัดหรือจี้ไฟฟ้าแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อน หลังทำอาจมีแผลตื้น ๆ ที่หายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

รักษาหูดด้วยการจี้ไอเย็น Cryotherapy

รักษาหูดด้วยการจี้เย็นที่ PSK Clinic

PSK Clinic ให้บริการรักษาหูดและหูดหงอนไก่ด้วยวิธีจี้ไอเย็น (Cryotherapy) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีกรักษาที่ CDC แนะนำ โดยแพทย์จะตรวจและประเมินรอยโรคก่อนรักษา จากนั้นจึงทำการจี้ไอเย็นบริเวณหูด เพื่อทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติและช่วยให้หูดค่อย ๆ หลุดออก

วิธีนี้ใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องผ่าตัด แต่อาจรุ้สึกแสบหรือเจ็บระหว่างและหลังทำ หลังรักาาอาจเกิดรอยแดง บวม หรือตุ่มน้ำบริเวณที่จี้เย็น ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ ระยะเวลาที่แผลจะหายแตกต่างกันไปในแต่ละคน

บางรายอาจต้องรักษาหูดซ้ำหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และตำแหน่งของหูด รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์จะประเมินผลและนัดติดตามให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

การดูแลหลังจี้ไอเย็น

  • ดูแลบริเวณที่รักษาให้สะอาด และทำตามคำแนะนำเรื่องการดูแลแผลจากแพทย์
  • ไม่แกะตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผล เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อแทรกซ้อน
  • งดมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้บริเวณรักษาเสียดสีหรือสัมผัสโดยตรง จนกว่าแผลจะหายดี
  • กลับมาตรวจตามนัด หากมีหูดขึ้นใหม่หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

การจี้ไอเย็นช่วยกำจัดหูดที่มองเห็นได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะกำจัดเชื้อ HPV ออกจากร่างกายได้ทั้งหมด จึงอาจเกิดหูดซ้ำหลังการรักษาได้

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเป็นโรคหูด

การรักษาหูดด้วยตัวเองผิดวิธีอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อ แผลเป็น และหูดกระจายมากขึ้น สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ การตัด แกะ หรือถอนหูดเอง การใช้ธูปหรือของร้อนจี้ การทาสารที่ไม่ทราบส่วนประกอบ และการใช้ยากัดหูดที่ผิวหนังกับอวัยวะเพศ

NHS เตือนว่ายากัดหูดที่ขายตามร้านยาไม่ได้ออกแบบมาสำหรับหูดหงอนไก่ จึงไม่ควรนำมาใช้บริเวณอวัยวะเพศ (อ้างอิง: NHS, Genital warts) ผิวบริเวณนี้บางและไวต่อการระคายเคืองมากกว่าผิวที่มือหรือเท้าหลายเท่า

ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีปัญหาการไหลเวียนเลือดที่เท้าไม่ควรรักษาหูดที่เท้าเอง เพราะแผลเล็ก ๆ อาจติดเชื้อและหายช้า ควรให้แพทย์ประเมินก่อนทุกครั้ง

นอกจากนี้ ควรพบแพทย์เมื่อหูดมีเลือดออก เปลี่ยนสีหรือรูปร่างเร็ว เจ็บมาก ขึ้นที่ใบหน้าหรืออวัยวะเพศ หรือรักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น

หูดหงอนไก่เสี่ยงเป็นมะเร็งไหม?

หูดหงอนไก่ส่วนใหญ่ไม่กลายเป็นมะเร็ง เพราะราว 90% เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม คนที่ติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งอาจติดสายพันธุ์อื่นร่วมด้วย รวมถึงสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอย่าง 16 และ 18 ที่สัมพันธ์กับมะเร็ง

CDC ระบุว่าบางครั้งตรวจพบ HPV สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33 และ 35 ในรอยโรคหูดหงอนไก่ได้เช่นกัน (อ้างอิง: CDC, 2021) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้หญิงควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามรอบที่แนะนำ และผู้ที่มีความเสี่ยงมะเร็งทวารหนัก เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองเพิ่มเติม

หากอยากรู้ว่าตัวเองมีเชื้อ HPV สายพันธุ์ใดบ้าง การตรวจ HPV DNA ช่วยระบุสายพันธุ์ได้ละเอียด ทั้งนี้ CDC ไม่แนะนำให้ใช้การตรวจ HPV เพื่อวินิจฉัยหูดหงอนไก่ เพราะแพทย์วินิจฉัยได้จากการตรวจดูด้วยตาเป็นหลัก

โรคหูดป้องกันได้อย่างไร?

การป้องกันหูดที่ผิวหนังทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย ไม่เดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะที่เปียกชื้น และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ส่วนหูดหงอนไก่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

ป้องกันหูดที่ผิวหนังได้อย่างไร

  • ล้างมือหลังสัมผัสหูด และหลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาหูด
  • สวมรองเท้าแตะในห้องอาบน้ำรวม สระว่ายน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า หรือรองเท้าร่วมกับผู้อื่น
  • เปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและรักษาเท้าให้แห้ง
  • ปิดหูดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำขณะว่ายน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการกัดเล็บหรือแกะผิวรอบเล็บ เพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลและเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นได้

หูดหงอนไก่ป้องกันด้วยวัคซีน HPV

วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของหูดหงอนไก่ ทั้งยังครอบคลุมสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่สัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากและลำคอ

ข้อมูลที่ทบทวนจาก 14 ประเทศรายได้สูงพบว่า หลังเริ่มโครงการฉีดวัคซีน HPV ได้ 5-8 ปี การวินิจฉัยหูดหงอนไก่ลดลง 67% ในกลุ่มอายุ 15-19 ปี และลดลง 54% ในกลุ่มอายุ 20-24 ปี (อ้างอิง: American Family Physician, 2025) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าวัคซีนช่วยลดโรคได้จริงในระดับประชากร

สิ่งที่ควรเข้าใจคือ วัคซีน HPV ไม่ได้รักษาหูดที่เป็นอยู่ แต่ผู้ที่เคยเป็นหูดหงอนไก่แล้วก็ยังได้ประโยชน์ เพราะวัคซีนช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ร่างกายยังไม่เคยติด วัคซีนให้ผลป้องกันสูงเมื่อฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ใหญ่ก็ฉีดได้ตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดรสนิยม

การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ แต่ไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ทั้งหมด เพราะเชื้ออาจแพร่ผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้ครอบคลุม

หากกำลังรักษาหูดหงอนไก่ ควรงดกิจกรรมทางเพศที่สัมผัสบริเวณหูดจนกว่าหูดจะหาย และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตาม การที่หูดหายแล้วไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการแพร่เชื้ออีก ผู้ที่เป็นหูดหงอนไก่ควรพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ตามความเสี่ยงและคำแนะนำของแพทย์ ส่วนคู่นอนสามารถเข้ารับการตรวจร่างกายหากมีรอยโรคหรืออาการผิดปกติ โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ตรวจ HPV ในคู่นอนเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นหูดหงอนไก่

สรุป

โรคหูดเกิดจากเชื้อ HPV ที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่ไม่อันตราย หูดที่มือ เท้า และใบหน้ามักหายเองได้ แต่อาจใช้เวลานาน ส่วนหูดหงอนไก่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรได้รับการตรวจยืนยัน เพราะมีหลายภาวะที่หน้าตาคล้ายกันแต่ดูแลต่างกัน

การรักษาหูดมีหลายทางเลือก ตั้งแต่ยาทาไปจนถึงการจี้หรือผ่าตัดเล็ก การจี้เย็นเป็นวิธีที่ทำได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่าตัด และใช้ได้กับหูดทั้งที่ผิวหนังและอวัยวะเพศ การป้องกันที่ได้ผลคือการฉีดวัคซีน HPV ใช้ถุงยางอนามัย และตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือไม่ควรตัด แกะ หรือใช้ยากัดหูดกับอวัยวะเพศด้วยตัวเอง

ถ้าคุณเจอตุ่มหรือติ่งเนื้อที่ไม่แน่ใจ PSK Clinic ให้บริการตรวจและรักษาหูดด้วยวิธีจี้เย็น ตลอดจนการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจ HPV และวัคซีน HPV อย่างเป็นส่วนตัว ทักมาปรึกษาก่อนได้ที่ LINE @pskclinic หรือโทร 095-049-4142

อ้างอิง

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Anogenital Warts — Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021. https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/anogenital-warts.htm
  2. Workowski KA, et al. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021. MMWR Recomm Rep 2021;70(No. RR-4). https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/70/rr/rr7004a1.htm
  3. NHS. Genital warts. https://www.nhs.uk/conditions/genital-warts/
  4. NHS. Warts and verrucas. https://www.nhs.uk/conditions/warts-and-verrucas/
  5. American Family Physician. Genital Warts: Rapid Evidence Review, 2025. https://www.aafp.org/afp/2025/0200/genital-warts
  6. The Pharmaceutical Journal. Warts and verrucas: assessment and treatment. https://pharmaceutical-journal.com/article/ld/warts-and-verrucas-assessment-and-treatment

คำถามที่พบบ่อย Frequent Ask Question (FAQs)

หูดหงอนไก่หายเองได้ไหม?

หูดหงอนไก่บางรายหายเองได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี แต่บางรายหูดโตขึ้นหรือกระจายมากขึ้นระหว่างรอ การพบแพทย์ช่วยยืนยันว่าเป็นหูดหงอนไก่จริง และช่วยวางแผนว่าจะรอดูหรือเริ่มรักษา ตามขนาด จำนวน และอาการที่เป็น

โอกาสน้อยมาก เพราะหูดที่มือเกิดจากเชื้อ HPV คนละกลุ่มสายพันธุ์กับหูดหงอนไก่ อย่างไรก็ตาม ควรล้างมือหลังสัมผัสหูดทุกครั้ง และไม่แกะหูด เพื่อลดการกระจายไปยังผิวตำแหน่งอื่นของร่างกาย

เชื้อ HPV แพร่ได้แม้ไม่มีหูดให้เห็น และหูดอาจขึ้นหลังรับเชื้อนานหลายเดือนหรือหลายปี คนที่ส่งเชื้อจึงอาจไม่รู้ตัวเลย การเป็นหูดหงอนไก่ตอนนี้ไม่ได้บอกว่าติดมาจากใครหรือเมื่อไร

มีโอกาสน้อยลงมาก เพราะวัคซีน 4 และ 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์ 6 และ 11 ที่ก่อหูดหงอนไก่ราว 90% แต่ยังมีโอกาสติดสายพันธุ์อื่นที่วัคซีนไม่ครอบคลุม หรือติดเชื้อมาก่อนฉีดวัคซีน

มีโอกาสกลับมาได้ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกหลังรักษา เพราะการรักษากำจัดหูดที่มองเห็นได้ แต่ไม่ได้กำจัดเชื้อ HPV ทั้งหมดโดยตรง การนัดติดตามกับแพทย์ช่วยให้จัดการหูดที่ขึ้นใหม่ได้ตั้งแต่ยังเล็ก