ยาเพร็พ (PrEP)

ยาเพร็พ (PrEP) คืออะไร?
ยาเพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นยาต้านไวรัสที่นำมาใช้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนที่จะมีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือถุงยางขาด หลุดรั่ว ซึ่งยาเพร็พมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสูงถึง 99%
ยาเพร็พ (PrEP) เหมาะสำหรับใคร?
- ผู้ต้องการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ สามารถใช้ได้กับทุกเพศที่ยังมีเพศสัมพันธ์อยู่
- ผู้ที่มีแนวโน้มไม่ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
- ผู้ที่ทำงานที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี เช่น ชายหรือหญิงที่ให้บริการทางเพศ

วิธีการใช้ยาเพร็พมีกี่แบบ?
ยาเพร็พที่ใช้ในปัจจุบันเป็นยาต้านไวรัสชนิดเม็ดรวมที่ประกอบด้วยตัวยา 2 ชนิดคือ Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF) และ Emtricitabine (FTC)
วิธีการกินยาเพร็พนั้นมี 2 วิธี ได้แก่
ยาเพร็พแบบกินทุกวัน (Daily PrEP)
- ทุกเพศสามารถทานได้
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถวางแผนการมีเพศสัมพันธ์ล่วงหน้าได้ เช่น ผู้ที่ให้บริการทางเพศ
- มีประสิทธิภาพสูงสุดหลังจากเริ่มกินยาเพร็พไปแล้ว 7 วัน ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 99.9%
- กินยาวันละ 1 เม็ด เวลาเดิมทุกวัน
ยาเพร็พแบบกินเฉพาะเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์ (On-Demand PrEP)
- สามารถใช้ได้เฉพาะเพศชาย
- ไม่ต้องกินทุกวันเหมือน Daily PrEP
- กินแบบ 2-1-1 คือ กินยาเพร็พ 2 เม็ด ก่อนมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง และหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์เสร็จเรียบร้อย ให้กินยาพร็พต่ออีก 2 วัน วันละ 1 เม็ดที่เวลาเดิม
- ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี 97-99%
ก่อนเริ่มยาเพร็พมีขั้นตอนอะไรบ้าง?
ผู้ที่ต้องการรับยาเพร็พ (PrEP) ต้องตรวจเลือดเพื่อดูความพร้อมในการรับยาเพร็พ โดยจะต้องตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และตรวจค่าการทำงานของไตก่อนที่จะรับยาเพร็พในครั้งแรก หากมีผลการตรวจที่ผิดปกติ เช่น พบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี หรือค่าการทำงานไตที่ลดลงมาก จะไม่สามารถใช้ยาเพร็พได้ แต่หากพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถทานได้แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เป็นต้น
ยาเพร็พมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
อาการคลื่นไส้เล็กน้อยในช่วงแรกที่เริ่มยาเพร็พ (PrEP) โดยอาการจะดีขึ้นหลังจากที่กินยาไปแล้ว 3-5 วัน
ยาเป๊ป (PEP)
ยาเป๊ป (PEP) คืออะไร?
ยาเป๊ป (PEP) ย่อมาจาก Post-Exposure Prophylaxis หรือที่เรียกกันว่า ยาต้านฉุกเฉิน คือ ยาต้านไวรัสที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังจากที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยฉีกขาด หลุดรั่ว การถูกเข็มฉีดยาตำระหว่างปฏิบัติงาน หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งยาเป๊ป (PEP) สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังจากที่มีความเสี่ยงได้สูงถึง 84-89%
ระยะเวลาที่ควรรับยาเป๊ป (PEP)
ช่วงเวลาในการรับยาเป๊ปคือ ภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่จะดีที่สุดคือ ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
ก่อนเริ่มยาเป๊ป (PEP) มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
ผู้ที่สามารถรับยาเป๊ป (PEP) ต้องเป็นผู้ที่มีผลตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) เป็นลบ ในกรณีที่ผลตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีเป็นบวกจะไม่สามารถรับยาเป๊ปเพื่อป้องกันการติด้เชื้อเอชไอวีได้
ยาเป๊ป (PEP) มีกี่สูตร?
ปัจจุบันยาเป๊ป (PEP) มีหลายสูตร แต่ละสูตรมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเท่ากัน แตกต่างกันที่ผลข้างเคียง ซึ่งส่งผลต่อการกินยาให้ครบ 28 วัน กล่าวคือ ถ้าผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงมากจากการกินยาเป๊ป (PEP) จะทำให้ไม่สามารถกินยาได้ครบตามกำหนด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีลดลง
สูตรยาเป๊ปที่มีผลข้างเคียงน้อย ได้แก่
- KOCITAF ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิดคือ Tenofovir Alafenamide Fumarate (TAF), Emtricitabine (FTC) และ Dolutegravir (DTG)
- BIKTAVY ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิดคือ Tenofovir Alafenamide Fumarate (TAF), Emtricitabine (FTC) และ Bictegravir (BIC)
ยาเป๊ปทั้ง 2 ชนิด ส่งผลต่อการทำงานของไตและตับน้อยมาก และไม่จำเป็นต้องกินพร้อมอาหาร หรือกินตอนท้องว่างเหมือนสูตรยาอื่น
ผลข้างเคียงของยาเป๊ป (PEP)
ผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการกินยาเป๊ป
- อาการคลื่นไส้อาเจียน
- ปวดศีรษะ
- มึนศีรษะ
- นอนไม่หลับ
อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วง 3-5 วันแรกหลังจากเริ่มกินยา และจะหายไปภายใน 7 วัน ซึ่งผลข้างเคียงของยาเป๊ปจะเกิดมากหรือน้อยขึ้นกับสูตรของยาเป๊ป (PEP)

วิธีการกินยาเป๊ป (PEP)
กินวันละ 1 เม็ด ระยะเวลา 28 วัน
หลังจากกินยาเป๊ป (PEP) ครบแล้วควรทำอย่างไร?
ช่วงที่กินยาเป๊ป (PEP) สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?
ผู้ที่กินยาเป๊ปยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่นในช่วงที่กินยาเป๊ป
บริการพิเศษ สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาคลินิก

บริการจัดส่งยาเพร็พ (PrEP)/ยาเป็ป (PEP)
PrEP delivery
- ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง 2 ชุด
- ยาเป็ป (PrEP) 1 กระปุก
หมายเหตุ: แพทย์จะเป็นผู้ซักประวัติและประเมินความเสี่ยงก่อนจัดส่งทุกครั้ง
PEP delivery
- ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง 2 ชุด
- ยาเป็ป (PEP) 1 กระปุก
หมายเหตุ: แพทย์จะเป็นผู้ซักประวัติและประเมินความเสี่ยงก่อนจัดส่งทุกครั้ง
หมายเหตุ
ทางคลินิกขออนุญาตให้บริการจัดส่งยาเฉพาะผู้รับบริการที่มีผลตรวจเลือดเอชไอวีของทางคลินิกหรือใช้ชุดตรวจคัดกรองเอชไอวี (HIV Self Test) ที่สั่งซื้อจากทางคลินิกเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย Frequent Ask Question (FAQs)
ยาเพร็พ (PrEP) เหมาะกับใคร?
ยาเป๊ป PrEP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis เหมาะสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีสูง
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นฝ่ายรับทางทวารหนัก
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี
การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีโดยไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกัน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อมากขึ้น
- ผู้ที่ทำงานด้านบริการทางเพศ
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการให้บริการทางเพศมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
- ผู้ที่มาขอรับบริการ Post-Exposure Prophylaxis (PEP) อยู่เป็นประจำ
หากมีการใช้ PEP อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการเสี่ยงที่สูงขึ้นการทานยา PrEP อาจจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการป้องกันโรคเชื้อเอชไอวี
- ผู้ที่ใช้สารเสพย์ติดชนิดฉีด
การใช้สารเสพย์ติดฉีดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากอาจพลาดใช้เข็มร่วมกัน
- ผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
การมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้นยา PrEP อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยาเป๊ป PEP เหมาะกับใคร
ยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือยาป้องกัน HIV ที่ใช้ภายหลังสัมผัสเชื้อในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือได้รับเลือด/สารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ
ยา PEP เหมาะกับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับผู้ติดเชื้อ HIV หรือไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของคู่นอน รวมถึงผู้ที่ถูกทำร้ายทางเพศ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ถูกเข็มฉีดยาตำ หรือผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
ยา PEP ต้องเริ่มใช้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ โดยยิ่งเริ่มเร็วยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่อง 28 วัน ตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม PEP ไม่สามารถป้องกันได้ 100% จึงควรใช้เป็นทางเลือกฉุกเฉินเท่านั้น
การป้องกัน HIV ที่ดีกว่า PEP คือการป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หรือยา PrEP สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง ซึ่งมีอัตราการป้องกันที่สูงกว่า PEP มาก
ยาเพร็พ PrEP ป้องกันจากการติดเชื้อเอชไอวีได้มากแค่ไหน?
ยา PrEP มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และต้องทานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การรับประทาน PrEP ทุกวัน ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพมากถึง 90-99%
การใช้ PrEP ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้เหมือนการใช้ถุงยางอนามัยได้ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทั้งติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศอื่นๆ
สามารถใช้ยา PrEP และ PEP ร่วมกับยาชนิดอื่นได้หรือไม่?
ยา PrEP และ PEP สามารถใช้ร่วมกับยาส่วนใหญ่ได้อย่างปลอดภัย แต่มียาบางชนิดที่ควรระวังและแจ้งแพทย์ เช่น:
- ยารักษาวัณโรค (Rifampin) อาจลดประสิทธิภาพของยา
- ยาลดกรดบางชนิด อาจส่งผลต่อการดูดซึมยา
- ยาต้านไวรัสชนิดอื่น ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างกัน
- ยาต้านเชื้อราบางชนิด และยาปฏิชีวนะบางตัว
ข้อแนะนำ: แจ้งแพทย์ทุกชนิดของยาที่กินอยู่ รวมถึงยาสมุนไพรและอาหารเสริม เพื่อให้แพทย์ประเมินความปลอดภัยและปรับขนาดยาหากจำเป็น
ควรตรวจสุขภาพหรือ HIV test บ่อยแค่ไหนเมื่อใช้ PrEP?
เมื่อใช้ยา PrEP จำเป็นต้องมีการติดตามตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ดังนี้:
- ตรวจ HIV: ทุก 3 เดือน เพื่อยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ (ห้ามกิน PrEP ถ้าติดเชื้อ HIV แล้ว)
- ตรวจไต (Creatinine): ทุก 3-6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ
- ตรวจตับ: อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ: เช่น ซิฟิลิส, หนองใน ทุก 3-6 เดือน
- การตรวจครั้งแรก: ก่อนเริ่มยาต้องตรวจ HIV, ไต, ตับ, และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา
หากลืมกินยา PrEP ต้องทำอย่างไร?
แนวทางปฏิบัติเมื่อลืมกินยา PrEP:
- ลืมไม่เกิน 12 ชั่วโมง: กินทันทีเมื่อนึกได้ แล้วกินมื้อถัดไปตามเวลาปกติ
- ลืมเกิน 12 ชั่วโมง และใกล้มื้อถัดไป: ข้ามมื้อที่ลืมไป กินมื้อถัดไปตามเวลาปกติ
- ห้ามกินซ้อน 2 เม็ด เพื่อชดเชยมื้อที่ลืม
สำหรับการป้องกัน:
- ตั้งเตือนบนมือถือ
- วางยาไว้ที่เห็นง่าย
- ผูกกับกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน หรือทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
- หากลืมบ่อย ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเวลากิน หรือพิจารณาการฉีดยาแทน (ถ้ามี)
ยาทั้งสองชนิดนี้ปลอดภัยต่อไตและตับหรือไม่?
เรื่องไต:
- ยา PrEP และ PEP โดยทั่วไปปลอดภัย แต่อาจมีผลกระทบต่อไตเล็กน้อยในบางคน
- ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและกลับเป็นปกติเมื่อหยุดยา
- คนที่มีปัญหาไตอยู่แล้ว ผู้สูงอายุ หรือมีโรคเบาหวาน ต้องเฝ้าระวังและตรวจไตบ่อยขึ้น
- อาการเตือนที่ต้องพบแพทย์: ปัสสาวะสีเข้ม บวม ปัสสาวะออกน้อย
เรื่องตับ:
- มีผลกระทบต่อตับน้อยกว่าไต
- คนที่มีโรคตับอยู่แล้ว (เช่น ตับอักเสบ B หรือ C) ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
การติดตามที่เหมาะสม: ตรวจค่าไตและตับตามที่แพทย์กำหนด และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ยามีผลกระทบต่อฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิดหรือไม่?
ไม่มีผลกระทบ ต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย:
- ไม่ทำให้ฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง (testosterone, estrogen)
- ไม่กระทบต่อประจำเดือน
- ไม่ลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด (ยาเม็ด, ยาฝัง, ยาฉีด)
- คนข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดสามารถใช้ PrEP/PEP ได้ โดยไม่กระทบต่อฮอร์โมนที่ใช้
หมายเหตุ: แม้ว่ายา PrEP/PEP จะป้องกัน HIV ได้ แต่ไม่ป้องกันการตั้งครรภ์ ดังนั้นหากไม่ต้องการมีบุตร ควรใช้ยาคุมกำเนิดหรือถุงยางอนามัยควบคู่ไปด้วย
กินยา PrEP/PEP ต่อเนื่องจะทำให้อ้วน หรือผมร่วงไหม?
ไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ ที่ชี้ว่ายา PrEP หรือ PEP ทำให้น้ำหนักเพิ่มหรือผมร่วง:
เรื่องน้ำหนัก:
- การศึกษาระยะยาวไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างยากับการเพิ่มน้ำหนัก
- น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงมักมาจากปัจจัยอื่น เช่น อาหาร การออกกำลังกาย อายุ ภาวะเครียด
- บางคนอาจรู้สึกคลื่นไส้ในช่วงแรก ซึ่งอาจส่งผลต่อการกินชั่วคราว
เรื่องผมร่วง:
- ไม่มีข้อมูลว่ายาทำให้ผมร่วง
- หากมีปัญหาผมร่วง อาจเกิดจากความเครียด โภชนาการ ฟอร์โมน หรือปัจจัยพันธุกรรม
หากมีความกังวลเรื่องน้ำหนักหรือผมร่วงหลังเริ่มยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
หากกินยา PrEP/PEP สามารถดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่?
สามารถดื่มได้แบบพอประมาณ แต่มีข้อควรระวัง:
ผลกระทบที่อาจเกิด:
- แอลกอฮอล์ไม่ทำให้ยา PrEP/PEP ลดประสิทธิภาพโดยตรง
- แต่การดื่มมากเกินไปอาจส่งผลต่อตับ และยิ่งถ้าร่างกายต้องขับยาออกผ่านตับด้วย อาจเพิ่มภาระให้ตับ
- เมาแล้วอาจลืมกินยาหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น
ข้อแนะนำ:
- ดื่มในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
- ตั้งเตือนกินยาเสมอ แม้จะดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการดื่มหนักเป็นประจำ
- หากมีปัญหาตับอยู่แล้ว ควรจำกัดหรืองดแอลกอฮอล์
หากเริ่มกินยา PEP แล้วหยุดกลางคันจะมีผลอะไรหรือไม่?
ห้ามหยุดยา PEP กลางคันเด็ดขาด เพราะ:
ผลกระทบจากการหยุดยา:
- ยา PEP ต้องกินครบ 28 วัน ติดต่อกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
- การหยุดกลางคันทำให้ระดับยาในเลือดไม่พอต่อการป้องกันเชื้อ HIV
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ เพราะไวรัสอาจขยายพันธุ์ได้ในช่วงที่ไม่มียาป้องกัน
- อาจเกิดการดื้อยา ทำให้ยาไม่ได้ผลในอนาคต
หากมีผลข้างเคียง:
- ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ให้รีบปรึกษาแพทย์
- แพทย์อาจปรับยาแก้อาการหรือเปลี่ยนชนิดยา
- ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังสัปดาห์แรก
การกินยาให้ครบ: ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากลืมสักมื้อให้กินทันทีและต่อไปตามปกติ
ต้องมีใบสั่งแพทย์หรือสามารถซื้อ PrEP/PEP ได้เอง?
ต้องมีใบสั่งแพทย์ และผ่านการตรวจประเมินก่อน:
เหตุผลที่ต้องพบแพทย์:
- ต้องตรวจยืนยันว่า ไม่ได้ติดเชื้อ HIV อยู่แล้ว ก่อนเริ่มยา (สำคัญมาก!)
- หากติดเชื้อแล้วแต่กิน PrEP จะทำให้เชื้อดื้อยา
- แพทย์ต้องประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพพื้นฐาน: ไต, ตับ, โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
แหล่งให้บริการ:
- โรงพยาบาลรัฐและเอกชน
- คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- คลินิกเอกชนที่เชี่ยวชาญด้าน HIV
- โครงการของภาครัฐที่อาจให้ฟรีหรือราคาถูก
สำหรับ PEP: เป็นกรณีฉุกเฉิน ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเสี่ยง แนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินหรือคลินิกที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ยามีผลกับการออกกำลังกายหรือเล่นเวทหนัก ๆ ไหม?
ไม่มีผลกระทบ ต่อการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา:
ข้อมูลที่ควรทราบ:
- ยา PrEP/PEP ไม่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ไม่ลดความทนทาน (endurance)
- ไม่ส่งผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อ
- ไม่มีปฏิกิริยากับโปรตีนเชคหรืออาหารเสริมกล้ามเนื้อทั่วไป
- สามารถยกเวทหนัก เล่นคาร์ดิโอ หรือเล่นกีฬาประเภทใดก็ได้ตามปกติ
ข้อควรระวัง:
- ดื่มน้ำเพียงพอเมื่อออกกำลังกายหนัก เพื่อดูแลไต
- หากใช้สเตียรอยด์หรือยาเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ ควรแจ้งแพทย์
- บางยาเสริมก่อนออกกำลังกาย (pre-workout) ที่มีสารกระตุ้นสูง อาจกระทบไต ควรระวัง
นักกีฬาและคนชอบออกกำลังกายสามารถใช้ยาเหล่านี้ได้โดยไม่กระทบต่อผลการออกกำลังกาย
ยามีผลข้างเคียงทางเพศ เช่น สมรรถภาพลดลงหรือไม่?
ไม่มีผลข้างเคียงทางเพศ:
ข้อเท็จจริงจากการวิจัย:
- ยา PrEP/PEP ไม่ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวลดลง (erectile dysfunction)
- ไม่ลดความต้องการทางเพศ (libido)
- ไม่กระทบต่อการหลั่ง
- ไม่ทำให้ปริมาณอสุจิลดลง
- ไม่มีผลต่อความสามารถในการมีบุตร
ข้อสังเกต:
- บางคนอาจรู้สึกว่าสมรรถภาพเปลี่ยนแปลงเพราะปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความวิตกกังวลหรือความเครียด
- หากรู้สึกว่ามีปัญหาทางเพศหลังเริ่มยา อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า ปัญหาฮอร์โมน หรือโรคประจำตัว
ความมั่นใจ: การใช้ยา PrEP อาจทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นในเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะลดความกังวลเรื่องการติด HIV
PrEP/PEP ปลอดภัยสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน/ความดัน/โรคประจำตัวไหม?
ส่วนใหญ่ใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องมีการติดตามใกล้ชิดขึ้น:
เบาหวาน:
- ยา PrEP/PEP ไม่กระทบต่อระดับน้ำตาลโดยตรง
- แต่เบาหวานอาจส่งผลต่อไต ดังนั้นต้องตรวจไตบ่อยขึ้น
- ควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี
ความดันโลหิตสูง:
- ยาไม่กระทบต่อความดัน
- ความดันสูงอาจส่งผลต่อไต ต้องติดตามไตอย่างใกล้ชิด
- ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
โรคไต:
- หากมีปัญหาไตอยู่แล้ว อาจต้องปรับขนาดยาหรือเลือกยาชนิดอื่น
- ต้องตรวจไตบ่อยขึ้น
โรคตับ (เช่น ตับอักเสบ B, C):
- ใช้ได้ แต่ต้องติดตามค่าตับอย่างใกล้ชิด
- บางกรณียาอาจช่วยป้องกันตับอักเสบ B ได้ด้วย
โรคหัวใจ:
- ส่วนใหญ่ใช้ได้ แต่แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาหัวใจที่กินอยู่
ข้อสำคัญ: แจ้งแพทย์ทุกโรคประจำตัว เพื่อให้ได้การดูแลที่เหมาะสม และควบคุมโรคเดิมให้ดี
ถ้าเดินทางไปต่างประเทศ สามารถพก PrEP หรือ PEP ไปได้หรือไม่?
สามารถพกไปได้ แต่มีข้อควรปฏิบัติ:
การเตรียมยา:
- เก็บยาในกล่องหรือขวดเดิมที่มีฉลาก (ระบุชื่อยา, ชื่อผู้ป่วย, โรงพยาบาล)
- นำใบสั่งแพทย์หรือหนังสือรับรองการใช้ยาติดตัวไป (ภาษาอังกฤษ)
- คำนวณจำนวนยาให้เพียงพอตลอดการเดินทาง บวกสำรอง 3-5 วัน
- แบ่งยาใส่กระเป๋าสองใบ (ถือขึ้นเครื่องและฝากใต้ท้องเครื่อง) กรณีกระเป๋าหาย
ข้อระวังตามประเทศ:
- ส่วนใหญ่ประเทศไม่มีปัญหากับยา HIV
- บางประเทศอาจมีกฎหมายเข้มงวด ควรตรวจสอบล่วงหน้า
- สนามบินอาจตรวจ แต่ถ้ามีใบสั่งแพทย์จะไม่มีปัญหา
ข้อควรทราบเพิ่มเติม:
- ตั้งนาฬิกาปลุกตามเวลาประเทศไทย (หรือเวลาที่เคยกิน) เพื่อไม่พลาดยา
- หากเดินทางนาน อาจต้องหายาเพิ่มที่ประเทศนั้น (ปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า)
- เก็บยาในที่แห้ง เย็น ไม่ถึงแสงแดดโดยตรง
- เตรียมข้อมูลคลินิกหรือโรงพยาบาลในประเทศปลายทาง กรณีฉุกเฉิน
สำหรับ PEP: หากเดินทางและประสบเหตุการณ์เสี่ยง ควรหาโรงพยาบาลในท้องถิ่นโดยเร็วเพื่อรับยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมง

