วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกและปากทวารหนัก HPV

เลือกอ่านตามหัวข้อ

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในผู้หญิงไทยและทั่วโลก และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ร้อยละ 99 ของมะเร็งปากมดลูกมีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) สายพันธุ์เสี่ยงสูงที่ยังคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน นอกจากนี้ HPV ยังเป็นปัจจัยหลักของมะเร็งปากทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งบางชนิดบริเวณศีรษะและลำคอ ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

ความน่ากังวลอย่างยิ่งของ HPV คือผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่ทราบตัว การป้องกันจึงมีความสำคัญกว่าการรักษา และในปัจจุบันวัคซีน HPV ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV ทั้งในระดับบุคคลและระดับประชากร

บทความนี้จะอธิบายครบถ้วนตั้งแต่ธรรมชาติของเชื้อ HPV ความแตกต่างระหว่างวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์ กลุ่มที่ควรได้รับวัคซีน จำนวนเข็มที่เหมาะสมตามช่วงอายุ การเตรียมตัวก่อนฉีด ไปจนถึงอาการข้างเคียงที่ควรรู้

มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนักเกิดจากอะไร

เชื้อ HPV คืออะไร

Human Papillomavirus (HPV) เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดทางผิวหนังและเยื่อบุ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก เชื้อ HPV จัดเป็นกลุ่มไวรัสที่มีความหลากหลายสูง โดยปัจจุบันพบสายพันธุ์มากกว่า 200 ชนิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามระดับความเสี่ยง

กลุ่มเสี่ยงต่ำ ได้แก่ HPV 6 และ HPV 11 ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่ (Genital Warts) และมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งต่ำมาก กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ HPV 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 และสายพันธุ์เสี่ยงสูงอื่นๆ ซึ่งสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งบางส่วนบริเวณศีรษะและลำคอ

ตาม IARC (International Agency for Research on Cancer) HPV 16 และ 18 รับผิดชอบต่อมะเร็งปากมดลูกราวร้อยละ 70 ทั่วโลก และเมื่อรวมสายพันธุ์เสี่ยงสูงอีก 5 ชนิด (31, 33, 45, 52, 58) สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85–90

HPV ติดต่อได้อย่างไร

เชื้อ HPV ติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีเชื้อ เส้นทางการติดต่อที่พบบ่อยที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV หลายสายพันธุ์ เชื้อ HPV บางส่วนสามารถติดต่อได้แม้ในกรณีที่ไม่มีการสอดใส่ เพียงการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศโดยตรงก็อาจเพียงพอต่อการแพร่เชื้อได้

สิ่งที่ทำให้ HPV น่ากังวลเป็นพิเศษคือ ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการและไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อ จึงสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่ตั้งใจ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์เนื่องจากเชื้ออาจอยู่บริเวณที่ถุงยางไม่สามารถป้องกันได้

เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง

มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนักส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงที่คงอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะ HPV 16 และ HPV 18 รวมถึงสายพันธุ์เสี่ยงสูงอื่นๆ เช่น 31, 33, 45, 52 และ 58 กระบวนการพัฒนาจากการติดเชื้อไปสู่มะเร็งมักใช้เวลาหลายปีถึงหลายสิบปี โดยผ่านขั้นตอนการเกิดเซลล์ผิดปกติ (Dysplasia) ก่อนจะพัฒนาเป็นมะเร็งระยะแรกและมะเร็งระยะลุกลาม

ตามข้อมูลของ National Cancer Institute (NCI) สหรัฐอเมริกา ประมาณร้อยละ 90 ของมะเร็งปากทวารหนัก ร้อยละ 70 ของมะเร็งช่องคลอด และร้อยละ 60 ของมะเร็งปากช่องคลอดมีความเกี่ยวข้องกับ HPV

ติดเชื้อ HPV แล้วจำเป็นต้องเป็นมะเร็งเสมอไปหรือไม่

การติดเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเชื้อจะเป็นมะเร็งทุกราย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกได้เองในคนส่วนใหญ่ภายใน 1–2 ปีหลังติดเชื้อ โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์เสี่ยงสูงและติดเชื้อต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์ผิดปกติและมะเร็งในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้แก่ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การสูบบุหรี่ การมีคู่นอนหลายคน และประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ

ผู้ที่ติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่ชัดเจน โดยเฉพาะ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงดังกล่าวมักไม่ทำให้เกิดอาการในระยะแรก ความผิดปกติจะตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองเท่านั้น เช่น การทำ Pap Smear หรือ HPV DNA Test ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกยังคงมีความจำเป็นแม้ในผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

ความแตกต่างของอาการไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่วัคซีนครอบคลุม 4 หรือ 9 สายพันธุ์ แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของเชื้อ HPV ที่ได้รับ ว่าเป็นสายพันธุ์เสี่ยงต่ำหรือสายพันธุ์เสี่ยงสูง

HPV 6 และ 11 มักเกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่

HPV 6 และ 11 เป็นสายพันธุ์เสี่ยงต่ำที่ครอบคลุมอยู่ในวัคซีนทั้ง 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์ เชื้อสองสายพันธุ์นี้มักก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) ซึ่งมีลักษณะเป็นตุ่มนูน ติ่งเนื้อ หรือก้อนเล็กๆ บริเวณอวัยวะเพศ รอบปากทวารหนัก หรือบริเวณเยื่อบุใกล้เคียง

หูดหงอนไก่สามารถรักษาได้แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำ และสร้างความกังวลและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ HPV 6 และ 11 ยังสัมพันธ์กับ Recurrent Respiratory Papillomatosis ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้องอกเกิดขึ้นในทางเดินหายใจ

HPV 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 มักไม่แสดงอาการชัดเจน

HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงเหล่านี้โดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดอาการที่มองเห็นหรือรู้สึกได้ในระยะแรก ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์เหล่านี้อาจดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่รู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย และหากการติดเชื้อดำเนินต่อเนื่องนานหลายปี เซลล์บริเวณปากมดลูกหรือปากทวารหนักจะเริ่มเกิดความผิดปกติ ซึ่งตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองเท่านั้น และผู้รับวัคซีนไม่สามารถรู้สึกหรือสังเกตได้เองแต่อย่างใด

วัคซีน HPV คืออะไร

วัคซีน HPV ช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง

วัคซีน HPV เป็นวัคซีนชนิด Recombinant ที่ผลิตจากโปรตีนเปลือกของเชื้อ HPV (Virus-Like Particles หรือ VLP) ซึ่งไม่มีสารพันธุกรรมของเชื้อจริง จึงไม่สามารถก่อโรคได้ เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างแอนติบอดีที่พร้อมตอบสนองหากได้รับเชื้อจริงในอนาคต

วัคซีน HPV ช่วยป้องกันโรคและภาวะที่เกี่ยวข้องกับ HPV ดังนี้

  • มะเร็งปากมดลูก ซึ่งเกิดจาก HPV เสี่ยงสูงเป็นหลัก
  • มะเร็งปากทวารหนัก ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
  • มะเร็งช่องคลอดและมะเร็งปากช่องคลอด
  • มะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอบางชนิด ที่เกี่ยวข้องกับ HPV
  • หูดหงอนไก่ จาก HPV 6 และ 11 (ในวัคซีนที่ครอบคลุมทั้งสองสายพันธุ์)

การศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine โดย Joura et al. (2015) พบว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 97 ในการป้องกันรอยโรคที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ HPV ที่ครอบคลุม ในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน

วัคซีน HPV ใช้รักษาผู้ที่ติดเชื้อแล้วได้หรือไม่

วัคซีน HPV เป็นวัคซีนเพื่อการป้องกัน ไม่ใช่การรักษา วัคซีนจึงไม่มีผลต่อการติดเชื้อ HPV ที่มีอยู่แล้วในร่างกาย และไม่สามารถกำจัดเชื้อหรือรักษารอยโรคที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น หูดหงอนไก่ เซลล์ปากมดลูกผิดปกติ หรือมะเร็ง

ด้วยเหตุนี้ การฉีดวัคซีนก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อจึงให้ประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือเคยตรวจพบเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ อาจยังได้รับประโยชน์จากวัคซีนในการป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินรายบุคคล

วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์คืออะไร

วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent HPV Vaccine) เป็นวัคซีนที่ครอบคลุมเชื้อ HPV 4 ชนิด ได้แก่ HPV 6, 11, 16 และ 18 โดย HPV 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์เสี่ยงสูงหลักที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากทวารหนัก และมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ส่วน HPV 6 และ 11 เกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่

การศึกษาของ Villa et al. ที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Oncology (2005) แสดงให้เห็นว่าวัคซีน 4 สายพันธุ์มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันรอยโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV 6, 11, 16 และ 18 ในกลุ่มผู้หญิงที่ยังไม่มีเชื้อดังกล่าว

วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์คืออะไร

วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มเติมอีก 5 ชนิด ได้แก่ HPV 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ที่รับผิดชอบต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV อีกประมาณร้อยละ 15–20

ตามที่ ECDC (European Centre for Disease Prevention and Control) ระบุไว้ในรายงานการประเมินวัคซีน วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ให้ความครอบคลุมต่อสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งได้มากกว่าวัคซีน 4 สายพันธุ์อย่างชัดเจน โดยรวมแล้ว HPV 9 สายพันธุ์ในวัคซีนนี้รับผิดชอบต่อมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกประมาณร้อยละ 85–90

วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ครอบคลุมมากกว่าอย่างไร

วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มเติมอีก 5 ชนิด ได้แก่ HPV 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ที่รับผิดชอบต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV อีกประมาณร้อยละ 15–20

ตามที่ ECDC (European Centre for Disease Prevention and Control) ระบุไว้ในรายงานการประเมินวัคซีน วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ให้ความครอบคลุมต่อสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งได้มากกว่าวัคซีน 4 สายพันธุ์อย่างชัดเจน โดยรวมแล้ว HPV 9 สายพันธุ์ในวัคซีนนี้รับผิดชอบต่อมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกประมาณร้อยละ 85–90

ตารางเปรียบเทียบวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์

เปรียบเทียบสายพันธุ์ที่ครอบคลุมและคุณสมบัติหลัก

คุณสมบัติวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์
ชื่อทางการค้าGardasil (รุ่นเดิม)Gardasil 9
HPV ที่ครอบคลุม6, 11, 16, 186, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58
ป้องกันหูดหงอนไก่✓ (HPV 6, 11)✓ (HPV 6, 11)
ป้องกันมะเร็งปากมดลูก✓ (~70%)✓ (~85-90%)
ป้องกันมะเร็งปากทวารหนัก✓ (ครอบคลุมมากขึ้น)
จำนวนเข็ม2-3 เข็ม (ขึ้นกับอายุ)2-3 เข็ม (ขึ้นกับอายุ)
สายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มเติมHPV 31, 33, 45, 52, 58
คำแนะนำ ACIP ปัจจุบัน✓ (แนะนำเป็นหลัก)

สรุปความแตกต่างระหว่างวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์

วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์หลักที่สัมพันธ์กับมะเร็งและหูดหงอนไก่ และมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV สายพันธุ์ที่ครอบคลุมได้สูง ส่วนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์เดียวกันทั้งหมดและเพิ่มสายพันธุ์เสี่ยงสูงอีก 5 ชนิด จึงเป็นตัวเลือกที่ให้ความครอบคลุมมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกชนิดวัคซีนควรพิจารณาจากอายุ ประวัติวัคซีนเดิม วัคซีนที่มีให้บริการในสถานพยาบาล และคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแล

ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีน HPV

เด็กหญิงและเด็กชายก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ

วัคซีน HPV ให้ประโยชน์สูงสุดเมื่อฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV ดังนั้น ACIP จึงแนะนำให้เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี และแนะนำเป็นประจำในช่วงอายุ 11–12 ปี ทั้งในเด็กหญิงและเด็กชาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไว้พร้อมก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังวัยนี้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไทย ระบุว่าวัคซีน HPV มีอยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (EPI) สำหรับเด็กหญิงชั้น ป.5 ทั่วประเทศ และยังแนะนำให้บุคคลทั่วไปที่สนใจปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนในคลินิกหรือโรงพยาบาล

วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนครบ

ผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน HPV หรือฉีดไม่ครบชุด สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการฉีดให้ครบตามช่วงอายุและความเหมาะสม ACIP แนะนำวัคซีน HPV สำหรับทุกคนจนถึงอายุ 26 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบตามคำแนะนำ สำหรับผู้ที่มีอายุ 27–45 ปี การฉีดวัคซีนขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับเป็นรายบุคคลร่วมกับแพทย์ผู้ดูแล

ผู้ชายก็สามารถฉีดวัคซีน HPV ได้

วัคซีน HPV ให้ประโยชน์สูงสุดเมื่อฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV ดังนั้น ACIP จึงแนะนำให้เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี และแนะนำเป็นประจำในช่วงอายุ 11–12 ปี ทั้งในเด็กหญิงและเด็กชาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไว้พร้อมก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังวัยนี้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไทย ระบุว่าวัคซีน HPV มีอยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (EPI) สำหรับเด็กหญิงชั้น ป.5 ทั่วประเทศ และยังแนะนำให้บุคคลทั่วไปที่สนใจปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนในคลินิกหรือโรงพยาบาล

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HPV หรือโรคที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาวัคซีน HPV ได้แก่ ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้วและยังไม่เคยรับวัคซีน ผู้ที่มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ต้องการป้องกัน HPV สายพันธุ์ที่ยังไม่เคยได้รับ แพทย์จะพิจารณาประวัติการตรวจ Pap Smear ผล HPV DNA Test และปัจจัยอื่นๆ ประกอบ

วัคซีน HPV ต้องฉีดกี่เข็ม

เริ่มฉีดก่อนอายุ 15 ปี มักฉีด 2 เข็ม

ผู้รับวัคซีนที่เริ่มฉีดวัคซีน HPV ก่อนอายุ 15 ปี โดยทั่วไปได้รับคำแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ควรห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 6 เดือน และไม่เกิน 12 เดือน การวิจัยพบว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในช่วงอายุนี้แข็งแกร่งเพียงพอที่สูตร 2 เข็มจะให้การป้องกันเทียบเคียงกับสูตร 3 เข็มในผู้ที่มีอายุมากกว่า

หากเข็มที่ 2 ฉีดเร็วกว่าช่วงเวลาที่กำหนด (น้อยกว่า 5 เดือนหลังเข็มแรก) อาจต้องฉีดเข็มที่ 3 เพิ่มตามคำแนะนำแพทย์

เริ่มฉีดอายุ 15 ปีขึ้นไป มักฉีด 3 เข็ม

ผู้รับวัคซีนที่เริ่มฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปต้องฉีด 3 เข็ม ตามตารางดังนี้

ตารางฉีดวัคซีน HPV 3 เข็ม

เข็มที่ช่วงเวลาหมายเหตุ
เข็มที่ 1วันที่ 0เริ่มชุดวัคซีน
เข็มที่ 2เดือนที่ 2 (1-2 เดือนหลังเข็ม 1)ห่างจากเข็ม 1 อย่างน้อย 4 สัปดาห์
เข็มที่ 3เดือนที่ 6 (6 เดือนหลังเข็ม 1)ห่างจากเข็ม 2 อย่างน้อย 12 สัปดาห์

ระยะเวลาที่แนะนำนี้ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่และคงทน หากต้องเลื่อนเข็มใดเข็มหนึ่ง ผู้รับวัคซีนไม่จำเป็นต้องเริ่มชุดวัคซีนใหม่ทั้งหมด แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อนัดหมายเข็มต่อไปในระยะเวลาที่เหมาะสม

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจต้องฉีด 3 เข็ม

ผู้รับวัคซีนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ มักได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV 3 เข็มแม้เริ่มฉีดก่อนอายุ 15 ปี เนื่องจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอจากสูตร 2 เข็ม ทั้งนี้แพทย์จะประเมินและวางแผนการฉีดตามสภาวะสุขภาพของผู้รับวัคซีนเป็นรายบุคคล

ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนฉีด

ก่อนฉีดวัคซีน HPV ผู้รับบริการควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอายุ สุขภาพโดยรวม ประวัติการฉีดวัคซีนเดิม ความเสี่ยงส่วนบุคคล และชนิดวัคซีนที่เหมาะสม ได้แก่ วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ หรือวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ การได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนจากแพทย์จะช่วยให้ผู้รับบริการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง

แจ้งประวัติสุขภาพและการแพ้ก่อนฉีดวัคซีน

ผู้รับบริการควรแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เกี่ยวกับประวัติดังต่อไปนี้

  • ประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน เช่น ยีสต์ หรือสารอื่นๆ ในส่วนประกอบของวัคซีน HPV
  • ประวัติการตั้งครรภ์หรือการวางแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากวัคซีน HPV ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์ตามคำแนะนำปัจจุบัน
  • ประวัติการให้นมบุตร
  • โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะยากดภูมิคุ้มกัน

แจ้งประวัติการฉีดวัคซีน HPV เดิม

หากผู้รับวัคซีนเคยฉีดวัคซีน HPV มาก่อน ควรแจ้งว่าเคยฉีดชนิดใด เช่น 4 สายพันธุ์ หรือ 9 สายพันธุ์ ฉีดมาแล้วกี่เข็ม และฉีดครั้งล่าสุดเมื่อใด เพื่อให้แพทย์วางแผนการฉีดเข็มต่อไปได้อย่างเหมาะสม ในกรณีที่เคยได้รับวัคซีน 4 สายพันธุ์ครบชุดแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าการเปลี่ยนมารับวัคซีน 9 สายพันธุ์เพิ่มเติมมีความเหมาะสมเพียงใดตามอายุและความเสี่ยงในปัจจุบัน

แจ้งหากเคยติดเชื้อ HPV หรือมีผลตรวจผิดปกติ

หากผู้รับบริการเคยติดเชื้อ HPV เคยมีผล Pap Smear หรือ HPV DNA Test ผิดปกติ เคยมีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ หรือเคยรักษาหูดหงอนไก่ ควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีด เนื่องจากวัคซีน HPV ช่วยป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติดได้ แต่ไม่สามารถรักษาการติดเชื้อเดิมหรือรอยโรคที่มีอยู่แล้ว ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินประโยชน์ที่ผู้รับบริการจะได้รับจากวัคซีนได้อย่างถูกต้อง

ตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับผู้หญิงที่ถึงวัยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น Pap Smear หรือ HPV DNA Test เนื่องจากการฉีดวัคซีน HPV ไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองได้ และวัคซีนไม่ได้ครอบคลุม HPV ทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอจึงยังคงมีความจำเป็นแม้หลังจากฉีดวัคซีนครบชุดแล้ว

หากมีไข้สูงหรือกำลังป่วย ควรเลื่อนการฉีด

ผู้รับบริการที่มีไข้สูง เจ็บป่วยเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าอาการจะดีขึ้น แล้วให้แพทย์ประเมินความพร้อมของร่างกายอีกครั้งก่อนนัดหมายใหม่ อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น หวัดธรรมดาที่ไม่มีไข้ โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อห้ามในการฉีดวัคซีน

พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารตามปกติ

ก่อนฉีดวัคซีน ผู้รับบริการควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ และดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่ควรอดอาหารก่อนฉีดวัคซีน เนื่องจากอาจทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลียหลังฉีดได้ หลังฉีดวัคซีนควรนั่งพักในสถานพยาบาลอย่างน้อย 15–30 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

เตรียมสมุดวัคซีนหรือประวัติการรักษาเดิม

หากผู้รับบริการมีสมุดวัคซีน ใบรับรองการฉีดวัคซีน ผลตรวจ Pap Smear ผลตรวจ HPV DNA Test หรือประวัติการรักษาเดิม ควรนำมาให้แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เพื่อช่วยวางแผนการฉีดวัคซีนและการตรวจติดตามที่เหมาะสม

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์

อาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์โดยรวมมีลักษณะคล้ายกัน และส่วนใหญ่เป็นอาการที่ไม่รุนแรง ได้แก่

  • ปวด บวม แดง หรือระคายเคืองบริเวณที่ฉีด
  • ไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หน้ามืด โดยเฉพาะทันทีหลังฉีด
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ

CDC ระบุว่าอาการเหล่านี้โดยทั่วไปจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน และไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพิเศษใดๆ

วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์มีอาการข้างเคียงมากกว่าหรือไม่

โดยภาพรวม อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ไม่ได้แตกต่างจากวัคซีน 4 สายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การศึกษาบางส่วนพบว่าอาการเฉพาะที่บริเวณฉีด เช่น ปวด บวม หรือแดง อาจพบบ่อยกว่าเล็กน้อยในวัคซีน 9 สายพันธุ์เมื่อเทียบกับวัคซีน 4 สายพันธุ์ แต่อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายได้เอง

ข้อมูลด้านความปลอดภัยจาก Vaccine Adverse Event Reporting System (VAERS) และการติดตามผลหลังออกสู่ตลาดระบุว่าวัคซีน HPV มีประวัติความปลอดภัยที่ดีมาเป็นระยะเวลายาวนาน

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์

ผู้รับวัคซีนควรรีบพบแพทย์ทันทีหากเกิดอาการต่อไปนี้หลังฉีดวัคซีน HPV

  • อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) เช่น หายใจลำบาก เสียงแหบ หน้าบวม ปากบวม หรือคอบวม
  • ผื่นลมพิษขึ้นทั่วร่างกาย
  • เวียนศีรษะรุนแรง หมดสติ หรือหน้ามืดในขณะเดิน
  • ไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
  • ปวด บวม หรือแดงบริเวณฉีดที่ไม่ดีขึ้นหลัง 3–5 วัน

คำถามที่พบบ่อย: วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์

Q: เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังฉีดวัคซีน HPV ได้หรือไม่

คำตอบตรง: ยังสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดได้ เนื่องจากผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้วอาจยังไม่เคยได้รับเชื้อ HPV ครบทุกสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม วัคซีนยังคงให้ประโยชน์ในการป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติดได้ อย่างไรก็ตาม วัคซีนจะให้ประโยชน์สูงสุดเมื่อฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ

Q: เคยติดเชื้อ HPV แล้ว ยังควรฉีดวัคซีนหรือไม่

คำตอบตรง: การเคยติดเชื้อ HPV ไม่ได้แปลว่าผู้ติดเชื้อจะได้รับเชื้อครบทุกสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม วัคซีนอาจช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติดได้ แต่ไม่สามารถรักษาการติดเชื้อเดิมหรือรอยโรคที่เกิดขึ้นแล้ว จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินรายบุคคล

Q: ผู้ชายจำเป็นต้องฉีดวัคซีน HPV หรือไม่

คำตอบตรง: ผู้ชายสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้และได้รับประโยชน์จากการฉีด เนื่องจากวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงหูดหงอนไก่ มะเร็งปากทวารหนัก มะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ HPV บริเวณศีรษะและลำคอ และยังช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อ HPV ให้คู่ครอง

Q: วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ดีกว่า 4 สายพันธุ์หรือไม่

คำตอบตรง: วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ครอบคลุมสายพันธุ์มากกว่า โดยเพิ่ม HPV 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเพิ่มเติม ทำให้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมกว่า อย่างไรก็ตาม การเลือกชนิดวัคซีนควรพิจารณาจากอายุ ประวัติวัคซีนเดิม และคำแนะนำของแพทย์ประกอบ

Q: ฉีดวัคซีน HPV แล้วยังต้องตรวจ Pap Smear หรือ HPV DNA Test หรือไม่

คำตอบตรง: ยังควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามช่วงอายุและคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงแต่ไม่ครอบคลุม HPV ทุกสายพันธุ์ และไม่ป้องกันได้ 100% การตรวจคัดกรองจึงยังคงมีความสำคัญ

Q: หากฉีดวัคซีนไม่ครบชุด ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบตรง: ผู้รับวัคซีนที่ฉีดไม่ครบชุดไม่จำเป็นต้องเริ่มวัคซีนชุดใหม่ทั้งหมด แต่ผู้รับวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อนัดหมายฉีดเข็มที่เหลือให้ครบตามตารางที่เหมาะสม เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่สร้างไว้จากเข็มก่อนหน้ายังคงอยู่

Q: เหตุใดวัคซีน HPV จึงควรฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

คำตอบตรง: วัคซีน HPV เป็นวัคซีนป้องกัน ไม่ใช่วัคซีนรักษา การฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันพร้อมก่อนที่จะพบเชื้อจริง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุด ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วอาจได้ประโยชน์ได้บางส่วน แต่จะน้อยกว่าผู้ที่ฉีดก่อน

คำถามที่พบบ่อย: วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์

หัวข้อรายละเอียด
วัคซีนที่มีให้บริการHPV 4 สายพันธุ์ (Gardasil), HPV 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9)
กลุ่มเป้าหมายหลักเด็กหญิง-เด็กชาย อายุ 9-26 ปี (อาจพิจารณาถึง 45 ปี)
จำนวนเข็ม2 เข็ม (เริ่มก่อนอายุ 15 ปี) / 3 เข็ม (เริ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป)
ตารางฉีด 3 เข็มเดือน 0, เดือน 2, เดือน 6
โรคที่ป้องกันได้มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากทวารหนัก หูดหงอนไก่ และมะเร็งอื่นที่เกี่ยวข้องกับ HPV
ข้อห้ามหลักแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ตั้งครรภ์ มีไข้สูงในวันฉีด
ช่วงเวลาสังเกตอาการ15-30 นาทีหลังฉีดในสถานพยาบาล
คำแนะนำเพิ่มเติมยังต้องตรวจ Pap Smear / HPV DNA Test ตามช่วงอายุแม้รับวัคซีนแล้ว

ป้องกันก่อนติดเชื้อ ให้ประโยชน์สูงสุด

วัคซีน HPV เป็นการป้องกันเชิงรุกที่ควรพิจารณาก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือวัยที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ WHO ระบุว่าหากประเทศต่างๆ สามารถสร้างอัตราการฉีดวัคซีน HPV ในเด็กหญิงได้ถึงร้อยละ 90 ภายในปี ค.ศ. 2030 การกวาดล้างมะเร็งปากมดลูกให้เป็นโรคที่หาได้ยากจะเป็นเป้าหมายที่บรรลุได้ในรุ่นถัดไป

ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวัคซีน HPV ที่เหมาะกับผู้รับวัคซีน

ก่อนฉีดวัคซีน ควรให้แพทย์ประเมินอายุ ประวัติสุขภาพ ประวัติวัคซีนเดิม ความเสี่ยงส่วนบุคคล และเป้าหมายในการป้องกัน เพื่อเลือกวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ หรือ 9 สายพันธุ์ให้เหมาะสมที่สุดกับผู้รับบริการแต่ละราย

PSK Clinic ให้บริการวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนการป้องกัน HPV ที่เหมาะสมสำหรับผู้รับบริการแต่ละท่าน ที่ PSK Clinic ลาดพร้าว กรุงเทพฯ | LINE: @pskclinic | โทร: 095-049-4142