PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจรักษาและให้คำปรึกษา

ตรวจและจ่ายยาเป๊ป ยาเพร็พ ยาpep ยาprep

ยาเพร็พและยาเป๊ป คืออะไร? ป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้มากแค่ไหน วิธีกินอย่างไร

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ยาเพร็พ (PrEP) คือยาต้านไวรัสที่ใช้ ก่อน เสี่ยงเพื่อป้องกัน HIV ล่วงหน้า ป้องกันได้สูงถึงราว 99% เมื่อใช้สม่ำเสมอ ส่วนยาเป๊ป (PEP) คือยาต้านฉุกเฉินที่ใช้ หลัง เสี่ยง ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง ป้องกันได้ราว 84-89% ทั้งคู่ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น จึงควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย

มีความเสี่ยงมาแล้วเพิ่งมานึกได้ หรือกำลังมองหาวิธีป้องกัน HIV ไว้ก่อนตั้งแต่ยังไม่เสี่ยง สองสถานการณ์นี้ใช้ยาคนละตัวกัน ตัวแรกคือยาเป๊ป (PEP) ตัวหลังคือยาเพร็พ (PrEP)

หลายคนสับสนสองคำนี้ เพราะชื่อคล้ายกันและทำงานกับเอชไอวี (HIV) เหมือนกัน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าแต่ละตัวคืออะไร ต่างกันตรงไหน ป้องกันได้มากแค่ไหน เริ่มอย่างไร และมีทางเลือกใหม่อะไรบ้างในปี 2026 ทั้งยาเพร็พแบบฉีดที่ฉีดปีละ 2 ครั้ง และยาป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นอย่างดอกซีเป๊ป (DoxyPEP)

PrEP กับ PEP ต่างกันยังไง?

PrEP กับ PEP ต่างกันยังไง?

PrEP กับ PEP ต่างกันที่ “จังหวะเวลา” เป็นหลัก ยาเพร็พ (PrEP) ใช้ ก่อน มีความเสี่ยงเพื่อป้องกันล่วงหน้า ส่วนยาเป๊ป (PEP) ใช้ หลัง มีความเสี่ยงในกรณีฉุกเฉิน โดยต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง ทั้งคู่เป็นยาต้านไวรัสและไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น

ยาเพร็พ (PrEP)ยาเป๊ป (PEP)
ใช้เมื่อไหร่ก่อน มีความเสี่ยงหลัง มีความเสี่ยง
เวลาการใช้กินล่วงหน้าต่อเนื่องเริ่มกินภายใน 72 ชม. (ดีที่สุดภายใน 24 ชม.)
ระยะเวลาการใช้ใช้ต่อเนื่อง, แบบ On-demandกินทุกวันจนครบ 28 วัน
ประสิทธิภาพสูงถึงราว 99% เมื่อใช้สม่ำเสมอประมาณ 84-89%
เหมาะสำหรับใครผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง วางแผนได้เหตุฉุกเฉิน เสี่ยงเฉียบพลัน

สรุปสั้น ๆ ให้จำง่าย: PrEP คือ “กันไว้ก่อน” ส่วน PEP คือ “ยาฉุกเฉินหลังเสี่ยง”

ยาเพร็พ (PrEP)

ยาเพร็พ (PrEP) คืออะไร?

ยาเพร็พ (PrEP) คือยาต้านไวรัสที่ใช้ก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี เพื่อป้องกันการติดเชื้อล่วงหน้า เมื่อใช้สม่ำเสมอจะป้องกันการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้สูงถึงราว 99% ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) จึงเหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง

ยาเพร็พ ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis ใช้ในกรณีที่รู้ตัวว่าอาจมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือถุงยางขาด หลุด รั่ว การได้รับยาล่วงหน้าทำให้ระดับยาในร่างกายสูงพอที่จะยับยั้งไวรัสได้ตั้งแต่ก่อนเชื้อจะเข้าสู่ร่างกาย

ยาเพร็พ (PrEP) เหมาะสำหรับใคร?

ยาเพร็พเหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้ได้กับทุกคนที่ยังมีเพศสัมพันธ์อยู่ โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีล่วงหน้า
  • ผู้ที่มีแนวโน้มไม่ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ผู้ที่ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น ผู้ให้บริการทางเพศ

วิธีกินยาเพร็พมีกี่แบบ?

วิธีกินยาเพร็พ Daily PrEP แบบกินทุกวัน และ On-Demand 2-1-1 แบบฉีด

ยาเพร็พแบบกินมี 2 วิธีหลัก คือ แบบกินทุกวัน (Daily PrEP) ใช้ได้กับทุกเพศ และแบบกินเฉพาะช่วงที่จะมีเพศสัมพันธ์ (On-Demand หรือ 2-1-1) ใช้ได้เฉพาะชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ยาเพร็พเป็นเม็ดรวมที่มีตัวยา 2 ชนิด คือ Tenofovir และ Emtricitabine (FTC)

ยาเพร็พแบบกินทุกวัน (Daily PrEP)

  • ใช้ได้กับทุกเพศ
  • เหมาะกับผู้ที่วางแผนการมีเพศสัมพันธ์ล่วงหน้าไม่ได้ เช่น ผู้ให้บริการทางเพศ หรือผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • มีประสิทธิภาพสูงสุดหลังเริ่มกินไปแล้ว 7 วัน
  • กินวันละ 1 เม็ด เวลาเดิมทุกวัน

ยาเพร็พแบบกินเฉพาะช่วงที่จะมีเพศสัมพันธ์ (On-Demand PrEP)

  • ใช้ได้เฉพาะเพศชายที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศชาย
  • กินเฉพาะช่วงที่รู้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์
  • กินแบบ 2-1-1 คือ กิน 2 เม็ดก่อนมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง จากนั้นกินต่ออีก 2 วัน วันละ 1 เม็ดที่เวลาเดิม
  • ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ราว 97-99%

สูตรยาเพร็พมีอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร?

สูตรยาเพร็พแบบกินแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ TDF/FTC และ TAF/FTC ทั้งคู่มีตัวยา Emtricitabine (FTC) เหมือนกัน ต่างกันที่ชนิดของ Tenofovir และมีประสิทธิภาพป้องกันใกล้เคียงกันเมื่อกินสม่ำเสมอ

กลุ่ม TDF/FTC ใช้ Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF) ร่วมกับ Emtricitabine (FTC) เป็นสูตรที่ใช้แพร่หลายที่สุดและมีข้อมูลรองรับยาวนาน มีหลายยี่ห้อ เช่น Teno-EM และ Tenof-EM ซึ่งเป็นตัวยาเดียวกันแต่ต่างกันที่ผู้ผลิต

กลุ่ม TAF/FTC ใช้ Tenofovir Alafenamide (TAF) ร่วมกับ Emtricitabine (FTC) เช่นยี่ห้อ TAF-EM เป็นสูตรที่ใหม่กว่า ส่งผลต่อไตและกระดูกน้อยกว่ากลุ่ม TDF จึงเหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงด้านไตหรือกระดูก

กลุ่มสูตรยาตัวยายี่ห้อจุดเด่น
TDF/FTCTDF + FTCTeno-EM, Tenof-EMใช้แพร่หลาย มีข้อมูลรองรับมาก
TAF/FTCTAF+FTCTAF-EMผลต่อไตและกระดูกน้อยกว่า

การเลือกสูตรขึ้นอยู่กับผลตรวจสุขภาพ ค่าไต และงบประมาณ ซึ่งแพทย์จะช่วยประเมินให้เหมาะกับแต่ละคน

ยาเพร็พแบบฉีดคืออะไร ต่างจากแบบกินอย่างไร?

ยาเพร็พแบบฉีดคือทางเลือกป้องกันเอชไอวีที่ไม่ต้องกินยาทุกวัน เหมาะกับผู้ที่กินยาเป็นประจำไม่สะดวกหรือกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันมี 2 ตัว คือ Cabotegravir ออกฤทธิ์นาน (CAB-LA) ฉีดทุก 2 เดือน และ Lenacapavir ฉีดปีละ 2 ครั้ง

คาโบทิกราเวียร์ชนิดออกฤทธิ์นาน (Cabotegravir Long-Acting หรือ CAB-LA) เป็นยาเพร็พแบบฉีดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ฉีดทุก 2 เดือนหลังผ่านช่วงปรับยาในระยะแรก ในประเทศไทยเริ่มมีให้บริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 ผ่านสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน

เลนาคาพาเวียร์ (Lenacapavir หรือชื่อการค้า Yeztugo) เป็นยาเพร็พแบบฉีดรุ่นใหม่ที่ฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง ดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

ยาเพร็พฉีดปีละ 2 ครั้ง (Lenacapavir / Yeztugo) คืออะไร?

เลนาคาพาเวียร์ (Lenacapavir) คือยาเพร็พแบบฉีดที่ออกฤทธิ์ยาวที่สุดในขณะนี้ ฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพียงปีละ 2 ครั้ง (ทุก 6 เดือน) ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (US FDA) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 และองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำในเดือนกรกฎาคม 2025

ยาตัวนี้เป็นกลุ่มยับยั้งแคปซิด (Capsid Inhibitor) ที่ขัดขวางเปลือกโปรตีนซึ่งไวรัสจำเป็นต้องใช้ในการเพิ่มจำนวน ผลการศึกษาระยะที่ 3 (PURPOSE 1 และ PURPOSE 2) พบว่าผู้เข้าร่วมที่ได้รับยามากกว่าร้อยละ 99.9 ยังคงไม่ติดเชื้อเอชไอวี และในกลุ่มผู้หญิง (PURPOSE 1) ลดการติดเชื้อได้เกือบ 100% จนต้องยุติการศึกษาก่อนกำหนดเพราะเห็นผลชัดเจน

“การมียาเพร็พที่ฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง ช่วยคนที่ไม่สะดวกกินยาทุกวันได้มาก เพราะหัวใจของการป้องกันเอชไอวีคือความต่อเนื่อง” — แพทย์ประจำ PSK Clinic

สำหรับประเทศไทย เลนาคาพาเวียร์คาดว่าจะเริ่มมีให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยขึ้นอยู่กับการขึ้นทะเบียนและการกระจายยาผ่านสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต

เริ่มยาเพร็พต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การตรวจเลือดก่อนเริ่มยาเพร็พ ตรวจ HIV ค่าไต และไวรัสตับอักเสบบี

ก่อนเริ่มยาเพร็พ ต้องตรวจเลือด 3 อย่าง คือ ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี ตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และตรวจค่าการทำงานของไต เพื่อยืนยันว่าใช้ยาได้อย่างปลอดภัย

หากพบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว หรือค่าการทำงานของไตลดลงมาก จะยังไม่สามารถใช้ยาเพร็พได้ ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีใช้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

“PrEP ไม่ใช่ยาสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่เป็นทางเลือกของทุกคนที่อยากดูแลตัวเองเชิงการป้องกันหรือ Prevention หัวใจสำคัญคือการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและมาตรวจติดตามตามที่แพทย์นัด” — แพทย์ประจำ PSK Clinic

ยาเพร็พมีผลข้างเคียงไหม?

ยาเพร็พมีผลข้างเคียงน้อยและมักไม่รุนแรง ในช่วงแรกบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นเองหลังใช้ยาไปแล้ว 3-5 วัน ส่วนยาแบบฉีดอาจมีอาการเจ็บหรือบวมแดงบริเวณที่ฉีดได้

ที่ PSK Clinic ลาดพร้าว มีบริการปรึกษาและเริ่มยาเพร็พแบบเป็นส่วนตัวและลงทะเบียนแบบนิรนาม โดยแพทย์จะซักประวัติและประเมินความเสี่ยงให้กับทุกคน

ยาเพร็พ (PrEP) หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไหร่?

ยา PrEP เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนจ่ายยา ไม่มีขายในร้านขายยา จึงหาซื้อหรือรับได้ที่

  • โรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน
  • คลินิกเฉพาะทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • คลินิกนิรนาม
  • PSK Clinic มีบริการจ่ายยา PrEP

ราคาประมาณ 1,200-2,500/ขวด ขึ้นอยู่กับสูตรของยาและสถานพยาบาล หากเป็นยานำเข้าอาจราคาสูงกว่านี้

ยาเป๊ป (PEP)

ยาเป๊ป (PEP) คืออะไร?

ยาเป๊ป (PEP) คือยาต้านไวรัสที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หลังมีความเสี่ยง หรือที่เรียกว่า “ยาต้านฉุกเฉิน” เมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงจะป้องกันการติดเชื้อได้ราว 84-89% โดย WHO แนะนำให้เริ่มเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยาเป๊ป ย่อมาจาก Post-Exposure Prophylaxis ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางฉีกขาด หลุด รั่ว ถูกเข็มฉีดยาตำระหว่างปฏิบัติงาน หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ต้องกินยาเป๊ป (PEP) ภายในกี่ชั่วโมง?

ยาเป๊ปต้องกินภายใน 72 ชม. ดีที่สุด 24 ชม.

ยาเป๊ปต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง และจะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 24 ชั่วโมงแรก ยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสป้องกันยิ่งสูง จึงควรรีบมาพบแพทย์ทันทีที่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง หากเกิน 72 ชั่วโมงไปแล้ว ยาเป๊ปจะไม่ได้ผล และแพทย์อาจแนะนำแนวทางอื่นแทน

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนเริ่มยาเป๊ป (PEP)?

ผู้ที่จะกินยาเป๊ปต้องมีผลตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) เป็นลบเท่านั้น หากผลเป็นบวก จะไม่สามารถใช้ยาเป๊ปเพื่อป้องกันได้ เพราะถือว่าติดเชื้ออยู่แล้วและต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาแทน

ยาเป๊ป (PEP) มีกี่สูตร?

ยาเป๊ปมีหลายสูตร แต่ละสูตรมีประสิทธิภาพป้องกันใกล้เคียงกัน ต่างกันที่ผลข้างเคียง ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการกินยาให้ครบ 28 วัน สูตรที่นิยมใช้และผลข้างเคียงน้อยมี 3 ตัว

  1. KOCITAF ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด คือ Tenofovir Alafenamide Fumarate (TAF), Emtricitabine (FTC) และ Dolutegravir (DTG)
  2. BIKTARVY ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด คือ Tenofovir Alafenamide Fumarate (TAF), Emtricitabine (FTC) และ Bictegravir (BIC)
  3. ACRIPTEGA ยาสูตรผสมเม็ดเดียว (สูตร TLD) ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด คือ Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF), Lamivudine (3TC) และ Dolutegravir (DTG) เป็นสูตรที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำเป็นยาต้านไวรัสหลัก และใช้เป็นยาเป๊ปได้ มีราคาเข้าถึงง่ายและหาได้แพร่หลาย

KOCITAF และ BIKTARVY ใช้ TAF จึงส่งผลต่อไตและกระดูกน้อยมาก ส่วน ACRIPTEGA ใช้ TDF ซึ่งมีข้อมูลรองรับยาวนานและราคาประหยัดกว่า แต่ควรตรวจค่าไตในผู้ที่มีความเสี่ยงด้านไต ทั้งสามสูตรกินวันละ 1 เม็ด และมีตัวยา Dolutegravir (DTG) ที่ทนต่อการดื้อยาได้ดี แพทย์เฉพาะทางจะเลือกสูตรให้เหมาะกับผลตรวจสุขภาพและภาวะของแต่ละคน

ยาเป๊ป (PEP) มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ มึนศีรษะ และนอนไม่หลับ อาการส่วนใหญ่เกิดในช่วง 3-5 วันแรกหลังเริ่มยา และมักหายไปภายใน 7 วัน โดยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสูตรยา

วิธีกินยาเป๊ป (PEP)

กินวันละ 1 เม็ด ที่เวลาเดิม ต่อเนื่อง 28 วัน ห้ามหยุดกลางคัน

กินยาเป๊ป (PEP) ครบแล้วต้องทำอะไรต่อ?

หลังกินยาเป๊ปครบ 28 วัน แนะนำให้ตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) 2 ครั้ง คือหลังกินครบ 28 วัน และหลังมีความเสี่ยงครบ 3 เดือน ระหว่างที่ยังกินยาอยู่ไม่แนะนำให้ตรวจ เพราะอาจได้ผลเป็นลบลวง

หากประเมินแล้วว่ายังมีความเสี่ยงต่อเนื่อง แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ยาเพร็พ (PrEP) ต่อหลังจบคอร์สยาเป๊ป เพื่อป้องกันในระยะยาว

ระหว่างกินยาเป๊ป (PEP) มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?

มีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นในช่วงที่ยังกินยาอยู่

ยาเป๊ป (PEP) หาซื้อได้ที่ไหน?

ยา PEP เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนจ่ายยา ไม่มีขายในร้านขายยา จึงหาซื้อหรือรับได้ที่

  • โรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน
  • คลินิกเฉพาะทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • คลินิกนิรนาม
  • PSK Clinic มีบริการจ่ายยา PEP

ยาเป๊ป (PEP) ราคาเท่าไหร่?

ราคาประมาณ 3,500-6,000 บาท/คอร์ส  ขึ้นอยู่กับสูตรของยาและสถานพยาบาล

บริการยาเพร็พและยาเป๊ปที่ PSK Clinic ลาดพร้าว

PSK Clinic ให้บริการยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP) แบบเต็มรูปแบบ ไปจนถึงการติดตามผลทุก 3 เดือน โดยแพทย์ที่มีรู้ความสามารถด้านสุขภาพทางเพศ ในบรรยากาศเป็นส่วนตัว ไม่ตัดสิน ลงทะเบียนแบบนิรนามได้ ครอบคลุมทั้งยาแบบกินและยาแบบฉีด (CAB-LA) 

บริการส่งถึงบ้าน สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาคลินิก

Delivery PEP/PreP บริการจัดส่งยาเพร็พและยาเป๊ปถึงบ้าน จาก PSK Clinic

บริการจัดส่งยาเพร็พ (PrEP) และยาเป็ป (PEP) เดลิเวอรี่

PSK Clinic ลาดพร้าว มีบริการจัดส่งยาเพร็พและยาเป๊ปถึงบ้าน สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง โดยแพทย์จะซักประวัติออนไลน์และประเมินความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง

PrEP delivery 

  • ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง 2 ชุด
  • ยาเพร็พ (PrEP) 1 กระปุก

PEP delivery 

  • ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง 2 ชุด
  • ยาเป๊ป (PEP) 1 กระปุก

หมายเหตุ: แพทย์จะซักประวัติและประเมินความเสี่ยงก่อนจัดส่งทุกครั้ง และให้บริการจัดส่งเฉพาะผู้รับบริการที่มีผลตรวจเลือดเอชไอวีของคลินิก หรือใช้ชุดตรวจคัดกรองเอชไอวี (HIV Self Test) ที่สั่งซื้อจากคลินิกเท่านั้น

ปรึกษาแพทย์เพื่อรับยา— LINE: @pskclinic | โทร: 095-049-4142

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยาเพร็พ (PrEP) เหมาะกับใคร?

ยาเพร็พ (PrEP) เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีต่อเนื่อง เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (โดยเฉพาะผู้ที่เป็นฝ่ายรับทางทวารหนัก), ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอชไอวีโดยไม่ใช้ถุงยาง, ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน, ผู้ที่ทำงานด้านบริการทางเพศ, ผู้ที่มาขอรับยาเป๊ปบ่อย, ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด และผู้ที่เคยมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา

ยาเป๊ป (PEP) เหมาะกับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่ทราบสถานะของคู่นอน รวมถึงผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ถูกเข็มตำ หรือผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยต้องเริ่มยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ และกินต่อเนื่อง 28 วัน ห้ามหยุดกลางคัน

เมื่อใช้ยาเพร็พสม่ำเสมอร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัย จะป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ได้สูงถึงราว 99% ตามข้อมูลของ CDC อย่างไรก็ตาม ยาเพร็พไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น จึงควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยทุกครั้ง

เลนาคาพาเวียร์ (Lenacapavir / Yeztugo) ได้รับการอนุมัติจาก US FDA เมื่อมิถุนายน 2025 และ WHO แนะนำในกรกฎาคม 2025 สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะเริ่มมีให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยขึ้นอยู่กับการขึ้นทะเบียน ส่วนยาเพร็พแบบฉีดที่มีในไทยแล้วคือ Cabotegravir ออกฤทธิ์นาน (CAB-LA) ซึ่งฉีดทุก 2 เดือน แนะนำสอบถามความได้ที่คลินิก

ใช้ร่วมกับยาส่วนใหญ่ได้อย่างปลอดภัย แต่มียาบางชนิดที่ควรแจ้งแพทย์ เช่น ยารักษาวัณโรค (Rifampin) ที่อาจลดประสิทธิภาพยา ยาลดกรดบางชนิดที่อาจกระทบการดูดซึม ยาต้านไวรัสชนิดอื่น และยาต้านเชื้อราบางชนิด ดังนั้นควรแจ้งแพทย์เรื่องของยาที่กินอยู่ รวมถึงสมุนไพรและอาหารเสริม

เมื่อใช้ PrEP ควรตรวจเอชไอวีทุก 3 เดือน, ตรวจค่าไต (Creatinine) ทุก 3-6 เดือน, ตรวจค่าตับอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน ทุก 3-6 เดือน

หากลืมกินไม่เกิน 12 ชั่วโมง ให้กินทันทีที่นึกได้ แล้วกินมื้อถัดไปตามเวลาปกติ หากลืมเกิน 12 ชั่วโมงและใกล้มื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมแล้วกินมื้อถัดไปตามปกติ ห้ามกินซ้อน 2 เม็ดเพื่อชดเชย ตัวช่วยกันลืมคือตั้งนาฬิกาเตือนบนมือถือ หรือผูกกับกิจวัตรประจำวัน หากลืมบ่อยให้ปรึกษาแพทย์หรือพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาแบบฉีด

โดยทั่วไปปลอดภัย อาจมีผลต่อไตเล็กน้อยในบางคนและมักกลับเป็นปกติเมื่อหยุดยา ส่วนผลต่อตับมีน้อยกว่า ผู้ที่มีปัญหาไต ผู้สูงอายุ ผู้เป็นเบาหวาน หรือมีโรคตับอยู่เดิม ควรตรวจติดตามถี่ขึ้น หากปัสสาวะสีเข้ม ตัวบวม หรือปัสสาวะออกน้อย ควรรีบพบแพทย์

ไม่มีผลต่อระบบฮอร์โมน ไม่ทำให้ฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง ไม่กระทบประจำเดือน และไม่ลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัด (คนข้ามเพศ) ก็ใช้ได้ แต่ยา PrEP/PEP ไม่ป้องกันการตั้งครรภ์ จึงควรใช้ยาคุมหรือถุงยางอนามัยร่วมด้วยหากไม่ต้องการมีบุตร

ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ว่ายาทำให้น้ำหนักเพิ่มหรือผมร่วง การศึกษาระยะยาวไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างยากับน้ำหนัก น้ำหนักที่เปลี่ยนมักมาจากปัจจัยอื่น เช่น อาหาร การออกกำลังกาย หรือความเครียด หากกังวลควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

สามารถดื่มได้แบบพอประมาณ แต่มีข้อควรระวัง:

ผลกระทบที่อาจเกิด:

  • แอลกอฮอล์ไม่ทำให้ยา PrEP/PEP ลดประสิทธิภาพโดยตรง
  • แต่การดื่มมากเกินไปอาจส่งผลต่อตับ และยิ่งถ้าร่างกายต้องขับยาออกผ่านตับด้วย อาจเพิ่มภาระให้ตับ
  • เมาแล้วอาจลืมกินยาหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น

ข้อแนะนำ:

  • ดื่มในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
  • ตั้งเตือนกินยาเสมอ แม้จะดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการดื่มหนักเป็นประจำ
  • หากมีปัญหาตับอยู่แล้ว ควรจำกัดหรืองดแอลกอฮอล์

ห้ามหยุดยาเป๊ปกลางคันเด็ดขาด เพราะต้องกินครบ 28 วันติดต่อกันจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด การหยุดกลางคันทำให้ระดับยาในเลือดไม่พอป้องกันเชื้อ และเสี่ยงต่อการดื้อยา หากมีผลข้างเคียงให้ปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง

ยา PrEP และยา PEP ไม่สามารถหาซื้อเองได้ตามร้านขายยา ต้องมีใบสั่งแพทย์ เข้าคลินิกหรือรพ.เพื่อตรวจประเมินก่อน เพราะต้องยืนยันว่าไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว (หากติดเชื้อแล้วแต่กิน PrEP จะทำให้เชื้อดื้อยา) แพทย์จะประเมินความเสี่ยงและตรวจสุขภาพพื้นฐาน เช่น ไต ตับ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น สำหรับยาเป๊ปซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉิน ควรรีบไปคลินิกที่ให้บริการโดยเร็วเพื่อเริ่มยาภายใน 72 ชั่วโมง

ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความเสี่ยงของแต่ละคน แบบกินเหมาะกับผู้ที่กินยาตรงเวลาได้สม่ำเสมอ ส่วนแบบฉีดเหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกกินยาทุกวัน หรือต้องการความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันมีทั้ง CAB-LA (ฉีดทุก 2 เดือน) และ Lenacapavir (ฉีดปีละ 2 ครั้ง) ทั้งหมดมีประสิทธิภาพสูง ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากกว่า

ทั้งสองสูตรมี Emtricitabine (FTC) เหมือนกัน ต่างกันที่ชนิดของ Tenofovir สูตร TDF/FTC (เช่น Teno-EM, Tenof-EM) ใช้แพร่หลายและมีข้อมูลรองรับมานาน ส่วนสูตร TAF/FTC (เช่น TAF-EM) ใหม่กว่าและส่งผลต่อไตกับกระดูกน้อยกว่า ประสิทธิภาพป้องกันใกล้เคียงกัน การเลือกสูตรควรให้แพทย์ประเมินจากผลตรวจสุขภาพ

ดอกซีเป๊ป (DoxyPEP) คือการกินยาดอกซีไซคลิน 200 มก. ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรีย เช่น ซิฟิลิส หนองใน และคลามัยเดีย แต่ไม่ป้องกันเอชไอวี การป้องกันเอชไอวียังต้องใช้ PrEP หรือ PEP เป็นหลัก และดอกซีเป๊ปต้องใช้ภายใต้การประเมินของแพทย์

ไม่มีผลกระทบ ต่อการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา:

ข้อมูลที่ควรทราบ:

  • ยา PrEP/PEP ไม่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ไม่ลดความทนทาน (endurance)
  • ไม่ส่งผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อ
  • ไม่มีปฏิกิริยากับโปรตีนเชคหรืออาหารเสริมกล้ามเนื้อทั่วไป
  • สามารถยกเวทหนัก เล่นคาร์ดิโอ หรือเล่นกีฬาประเภทใดก็ได้ตามปกติ

ข้อควรระวัง:

  • ดื่มน้ำเพียงพอเมื่อออกกำลังกายหนัก เพื่อดูแลไต
  • หากใช้สเตียรอยด์หรือยาเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ ควรแจ้งแพทย์
  • บางยาเสริมก่อนออกกำลังกาย (pre-workout) ที่มีสารกระตุ้นสูง อาจกระทบไต ควรระวัง

นักกีฬาและคนชอบออกกำลังกายสามารถใช้ยาเหล่านี้ได้โดยไม่กระทบต่อผลการออกกำลังกาย

ไม่มีผลข้างเคียงทางเพศ:

ข้อเท็จจริงจากการวิจัย:

  • ยา PrEP/PEP ไม่ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวลดลง (erectile dysfunction)
  • ไม่ลดความต้องการทางเพศ (libido)
  • ไม่กระทบต่อการหลั่ง
  • ไม่ทำให้ปริมาณอสุจิลดลง
  • ไม่มีผลต่อความสามารถในการมีบุตร

ข้อสังเกต:

  • บางคนอาจรู้สึกว่าสมรรถภาพเปลี่ยนแปลงเพราะปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความวิตกกังวลหรือความเครียด
  • หากรู้สึกว่ามีปัญหาทางเพศหลังเริ่มยา อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า ปัญหาฮอร์โมน หรือโรคประจำตัว

ความมั่นใจ: การใช้ยา PrEP อาจทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นในเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะลดความกังวลเรื่องการติด HIV

ส่วนใหญ่ใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องมีการติดตามใกล้ชิดขึ้น:

เบาหวาน:

  • ยา PrEP/PEP ไม่กระทบต่อระดับน้ำตาลโดยตรง
  • แต่เบาหวานอาจส่งผลต่อไต ดังนั้นต้องตรวจไตบ่อยขึ้น
  • ควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี

ความดันโลหิตสูง:

  • ยาไม่กระทบต่อความดัน
  • ความดันสูงอาจส่งผลต่อไต ต้องติดตามไตอย่างใกล้ชิด
  • ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

โรคไต:

  • หากมีปัญหาไตอยู่แล้ว อาจต้องปรับขนาดยาหรือเลือกยาชนิดอื่น
  • ต้องตรวจไตบ่อยขึ้น

โรคตับ (เช่น ตับอักเสบ B, C):

  • ใช้ได้ แต่ต้องติดตามค่าตับอย่างใกล้ชิด
  • บางกรณียาอาจช่วยป้องกันตับอักเสบ B ได้ด้วย

โรคหัวใจ:

  • ส่วนใหญ่ใช้ได้ แต่แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาหัวใจที่กินอยู่

ข้อสำคัญ: แจ้งแพทย์ทุกโรคประจำตัว เพื่อให้ได้การดูแลที่เหมาะสม และควบคุมโรคเดิมให้ดี

สามารถพกไปได้ แต่มีข้อควรปฏิบัติ:

การเตรียมยา:

  • เก็บยาในกล่องหรือขวดเดิมที่มีฉลาก (ระบุชื่อยา, ชื่อผู้ป่วย, โรงพยาบาล)
  • นำใบสั่งแพทย์หรือหนังสือรับรองการใช้ยาติดตัวไป (ภาษาอังกฤษ)
  • คำนวณจำนวนยาให้เพียงพอตลอดการเดินทาง บวกสำรอง 3-5 วัน
  • แบ่งยาใส่กระเป๋าสองใบ (ถือขึ้นเครื่องและฝากใต้ท้องเครื่อง) กรณีกระเป๋าหาย

ข้อระวังตามประเทศ:

  • ส่วนใหญ่ประเทศไม่มีปัญหากับยา HIV
  • บางประเทศอาจมีกฎหมายเข้มงวด ควรตรวจสอบล่วงหน้า
  • สนามบินอาจตรวจ แต่ถ้ามีใบสั่งแพทย์จะไม่มีปัญหา

ข้อควรทราบเพิ่มเติม:

  • ตั้งนาฬิกาปลุกตามเวลาประเทศไทย (หรือเวลาที่เคยกิน) เพื่อไม่พลาดยา
  • หากเดินทางนาน อาจต้องหายาเพิ่มที่ประเทศนั้น (ปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า)
  • เก็บยาในที่แห้ง เย็น ไม่ถึงแสงแดดโดยตรง
  • เตรียมข้อมูลคลินิกหรือโรงพยาบาลในประเทศปลายทาง กรณีฉุกเฉิน

สำหรับ PEP: หากเดินทางและประสบเหตุการณ์เสี่ยง ควรหาโรงพยาบาลในท้องถิ่นโดยเร็วเพื่อรับยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมง

สรุป

PrEP กับ PEP ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือดูแลตัวเองที่ทุกคนเข้าถึงได้ จุดต่างสำคัญคือจังหวะเวลา — เพร็พกันไว้ก่อน เป๊ปใช้หลังเสี่ยงภายใน 72 ชั่วโมง ทั้งคู่ได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ถูกวิธีและมาตรวจติดตามตามนัด

อ้างอิง