PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจรักษาและให้คำปรึกษา

ไวรัส HPV คืออะไร? สาเหตุ อาการ การตรวจรักษาและการป้องกัน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

การตรวจ HPV: คู่มือครบถ้วนสำหรับการดูแลสุขภาพของคุณ

HPV หรือ Human Papilloma Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย การติดเชื้อ HPV สามารถพบได้ในทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ เชื้อ HPV มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์สามารถก่อโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนักได้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขโลก

การตรวจ HPVจึงเป็นวิธีการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดยเฉพาะการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่สามารถช่วยค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อ HPVอย่างละเอียด รวมถึงวิธีการป้องกันและดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้

HPV สามารถติดต่อได้อย่างไร?

เชื้อ HPV สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก กับผู้ที่มีเชื้อ HPV โดยการติดเชื้อ HPV จะเกิดขึ้นจากการสัมผัสกับรอยโรคระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ (Skin-to Skin) และสามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้แม้ผู้ที่ติดเชื้อ HPV จะมีหรือไม่มีอาการก็ตาม

อาการที่แสดงว่ามีความเสี่ยงอาจติดเชื้อ HPV

อาการ HPV ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม มีอาการบางอย่างที่เราสามารถควรสังเกตเองได้:

อาการที่พบได้บ่อย:

  • หูดหงอนไก่ จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อสีชมพูหรือสีเนื้อบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก
  • เลือดออกมากผิดปกติ จะมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือระหว่างรอบเดือน
  • อาการตกขาวผิดปกติ จะมีตกขาวมากขึ้น มีกลิ่น หรือสีที่ผิดปกติ
  • การปวดท้องน้อย อาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คันหรือระคายเคือง มีความรู้สึกไม่สบาย มีอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ

 

กลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรเฝ้าระวัง:

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก
  • ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)

 

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์และทำการตรวจหาเชื้อ HPVเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ

การติดเชื้อ HPV มีอันตรายมากแค่ไหน?

ถึงแม้ว่า 90% ของผู้ที่ติดเชื้อ HPV จะไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจและการรักษาที่ถูกต้อง ก็สามารถพัฒนาให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ มะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งปากทวารหนักได้ โดยอาการของโรคหูดหงอนไก่ที่พบได้บ่อย คือ ก้อนเนื้อที่มีผิวขรุขระยื่นออกมาจากบริเวณผิวหนังของอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง หรือรอบทวารหนัก ซึ่งเป็นรอยโรคที่สามารถทำให้คู่นอนติดเชื้อได้

HPV ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

เชื้อ HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด โดยสามารถติดต่อกันผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง (Skin-to-Skin Contact) ตรงบริเวณที่มีเชื้อ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการหลั่งหรือแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่งเหมือนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ทำให้การป้องกันด้วยถุงยางอนามัยอย่างเดียวอาจไม่สามารถป้องกันได้ 100%

วิธีการติดต่อหลักของเชื้อ HPV:

  1. การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด – เป็นช่องทางหลักที่พบการติดเชื้อมากที่สุด เชื้อสามารถติดต่อได้แม้ไม่มีการหลั่งภายใน
  2. การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก – มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนี้บอบบางและฉีกขาดง่าย
  3. การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก – การทำ oral sex สามารถทำให้ติดเชื้อ HPV ในช่องปากและลำคอได้เช่นกัน และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งคอหอยได้
  4. การสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง – การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศที่มีรอยโรคหรือมีเชื้อก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน แม้ไม่มีการสอดใส่ก็ตาม

 

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้:

  • ผู้ติดเชื้อแม้ไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้ – ประมาณ 80% ของผู้ติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
  • เชื้ออาจอยู่ในร่างกายได้นาน – HPV สามารถแฝงตัวในร่างกายได้หลายเดือนถึงหลายปี โดยไม่แสดงอาการใดๆ
  • ถุงยางอนามัยไม่ได้ป้องกันเชื้อ HPV 100% – เนื่องจาก HPV สามารถติดต่อผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้ปกคลุม เช่น ถุงอัณฑะ ขาหนีบ
  • มีความเป็นไปได้ของการติดเชื้อซ้ำ – แม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อได้แล้ว ก็สามารถติดเชื้อใหม่ได้จากคู่นอนคนเดิมหรือคนใหม่

 

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ:

  • ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ผู้ที่มีคู่นอนที่มีประวัติหูดหงอนไก่หรือมะเร็งปากมดลูก
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น

 

ด้วยความเสี่ยงของการติดเชื้อที่สูง การตรวจหาเชื้อ HPVจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจ HPV ในกรุงเทพมีคลินิกที่ได้มาตรฐานซึ่งช่วยให้ทราบสถานะของตนเองและวางแผนการรักษาได้ทันท่วงทีหากได้รับเชื้อ

เชื้อ HPV ทำให้เกิดมะเร็งได้จริงหรือ? ความจริงที่ทุกคนต้องรู้

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า HPV ไม่ได้เป็นแค่สาเหตุของหูดหงอนไก่เท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกที่พบว่ามากกว่า 95% เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง

กลไกการก่อมะเร็งของ HPV: เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อเชื้อ HPV สายพันธุ์กลุ่มความเสี่ยงสูง (high risk) ได้เข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะทำการแทรกตัวเข้าไปในดีเอ็นเอของเซลล์ผิวหนังหรือเยื่อบุ ทำให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์และเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ กระบวนการนี้ใช้เวลานานหลายปี (ประมาณ 5-20 ปี) ถึงจะพัฒนากลายเป็นมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันมีการตรวจมะเร็งปากมดลูกและรักษาได้ทันก่อนถ่วงที ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะลุกลาม

HPV สายพันธุ์ ไหนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง: เราขอแบ่งตามความเสี่ยง

กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-Risk HPV):

  • HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 – ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 70% และมะเร็งปากทวารหนัก 90%
  • HPV สายพันธุ์ 31, 33, 45 – พบในมะเร็งปากมดลูกประมาณ 10-15%
  • HPV สายพันธุ์ 35, 39, 51, 52, 56, 58, 59 – มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง พบได้ในมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอื่นๆ
  • HPV สายพันธุ์ 68 – จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงแต่พบได้น้อยกว่า

กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk HPV):

  • HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 – ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ 90% แต่ไม่ก่อมะเร็ง
  • HPV สายพันธุ์ 40, 42, 43, 44, 54, 61, 70, 72, 81 – ก่อให้เกิดหูดหรือติ่งเนื้อที่ไม่เป็นมะเร็ง

มะเร็งที่เกิดจาก HPV ไม่ได้มีแค่มะเร็งปากมดลูก

การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด

  1. มะเร็งปากมดลูก – พบมากที่สุด มากกว่า 95% เกิดจาก HPV
  2. มะเร็งช่องคลอดและปากช่องคลอด – พบประมาณ 70% เกิดจาก HPV
  3. มะเร็งปากทวารหนัก – พบถึง 90% ในผู้ชายรักชายและ 65% ในผู้หญิง
  4. มะเร็งอวัยวะเพศชาย – ประมาณ 60% เกิดจาก HPV
  5. มะเร็งคอหอยและช่องปาก – พบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้ชาย ประมาณ 70% เกิดจาก HPV

ระยะเวลาในการพัฒนาเป็นมะเร็ง: Timeline ที่ควรรู้

ระยะที่ 1: การติดเชื้อ (0-2 ปี)

  • ร่างกายอาจกำจัดเชื้อได้เองใน 90% ของผู้ติดเชื้อ
  • ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

ระยะที่ 2: การติดเชื้อเรื้อรัง (2-5 ปี)

  • เชื้อฝังตัวในเซลล์และเริ่มทำให้เซลล์ผิดปกติ
  • ตรวจพบได้ด้วยการตรวจ HPVและ Pap smear

ระยะที่ 3: เซลล์ผิดปกติระยะก่อนมะเร็ง (5-10 ปี)

  • พบ CIN (Cervical Intraepithelial Neoplasia) ระดับ 1-3
  • ยังรักษาหายได้ 100% ด้วยการรักษาที่เหมาะสม

ระยะที่ 4: มะเร็งระยะเริ่มต้น (10-20 ปี)

  • เซลล์มะเร็งเริ่มลุกลาม
  • ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือฉายแสง

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นมะเร็ง

แม้ว่าจะติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะพัฒนาเป็นมะเร็ง แต่จะมีปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

  • การสูบบุหรี่ – เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก 2-3 เท่า
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ – ผู้ติดเชื้อ HIV มีความเสี่ยงสูงขึ้น 5 เท่า
  • การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย – เช่น หนองในเทียม เริม
  • การใช้ยาคุมกำเนิดนานเกิน 5 ปี – อาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย
  • การตั้งครรภ์หลายครั้ง – มากกว่า 3 ครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยง
  • ขาดสารอาหาร – โดยเฉพาะวิตามิน A, C, E และกรดโฟลิก

จากเนื้อหาเบื้องต้น จะเห็นว่าการตรวจหาเชื้อ HPVอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพราะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ทำให้มีโอกาสรักษาหายสูง การเลือกคลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีความชำนาญจะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราติดเชื้อ HPV?

การตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HPV ในปัจจุบันสามารถใช้วิธีการตรวจคัดกรองด้วยวิธี HPV DNA Typing ซึ่งเป็นวิธีการตรวจแบบ PCR test ที่มีความแม่นยำสูงถึง 99.9% สามารถตรวจคัดกรองได้จากปัสสาวะในช่วงเช้า (First Void Urine) เนื่องจากเป็นปัสสาวะที่มีปริมาณเชื้อ HPV สูงที่สุดในรอบวัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้สารคัดหลั่งจากช่องคลอดหรือสารคัดหลั่งจากทวารหนักในการส่งตรวจคัดกรองเชื้อ HPV ด้วยวิธี HPV DNA typing ได้อีกด้วย โดยการตรวจคัดกรองด้วยวิธี HPV DNA typing นั้นจะมุ่งเน้นในการหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่สามารถก่อมะเร็งได้เท่านั้น

เมื่อไหร่ควรเริ่มตรวจเชื้อ HPV ?

การตัดสินใจว่าควรตรวจมะเร็งปากมดลูกเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แนวทางการตรวจที่แพทย์แนะนำมีดังนี้

สำหรับผู้หญิง:

  • อายุ 21-29 ปี: ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap smear ทุก 3 ปี
  • อายุ 30-65 ปี: ควรตรวจ HPVร่วมกับ Pap smear ทุก 5 ปี หรือตรวจ Pap smear อย่างเดียวทุก 3 ปี
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย หรือมีคู่นอนหลายคน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะสม

 

สำหรับผู้ชาย: แม้ว่าผู้ชายจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก แต่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อและมีความเสี่ยงต่อมะเร็งอื่นๆ จาก HPV ได้ ควรพิจารณาตรวจเมื่อ:

  • มีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
  • มีคู่นอนที่ตรวจพบเชื้อ HPV
  • ต้องการตรวจสุขภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบครอบคลุม

สำหรับการตรวจ HPV ในกรุงเทพ มีคลินิกที่ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหลายแห่งที่ได้มาตรฐาน รวมถึง PSK Clinic ที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการตรวจที่ครอบคลุม

วิธีการตรวจ HPV ที่แม่นยำ: HPV DNA Typing คืออะไร?

ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ HPVไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัย ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ HPV DNA Typing ซึ่งเป็นเทคนิคระดับโมเลกุลที่สามารถตรวจหาและระบุสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ได้อย่างแม่นยำ

HPV DNA Typing: เทคโนโลยี PCR ที่เชื่อถือได้และแม่นยำ

HPV DNA Typing เป็นการตรวจแบบ PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ตรวจโควิด-19 ที่เราคุ้นเคยกันดี วิธีนี้มีข้อเด่นหลายประการ

  • ความแม่นยำสูงถึง 99.9% – สามารถตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณน้อยมาก (ตั้งแต่ 10-100 copies ของ viral DNA) 
  • ระบุสายพันธุ์ได้ชัดเจน – สามารถระบุได้ว่าเป็น HPV สายพันธุ์ใด ทั้งกลุ่มความเสี่ยงสูงและต่ำ

ตรวจพบได้ก่อนมีอาการ – สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ลดการตรวจซ้ำ – ด้วยความแม่นยำสูง จึงทำให้ไม่ต้องตรวจซ้ำบ่อย

ตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจ: หลากหลายวิธีให้เลือก

การตรวจ HPV DNA Typing สามารถใช้ตัวอย่างได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและความเหมาะสมต่างกัน:

  1. ปัสสาวะช่วงเช้า (First Void Urine) – วิธีใหม่ที่ได้รับความนิยม
    • ข้อดี: ไม่เจ็บตัว ทำได้เองที่บ้าน มีความเป็นส่วนตัว
    • ความแม่นยำ: 95-98% เทียบเท่ากับการตรวจด้วยวิธีอื่น
    • เหมาะกับ: ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกตรวจภายใน
    • วิธีเก็บตัวอย่าง: ใช้ปัสสาวะครั้งแรกของวัน (30-50 มล.) เนื่องจากมีความเข้มข้นของเซลล์และ DNA สูงที่สุด
  1. สารคัดหลั่งจากช่องคลอด (Vaginal Swab)
    • ข้อดี: ความแม่นยำสูงมาก เป็นวิธีมาตรฐาน
    • ความแม่นยำ: 98-99.9%
    • เหมาะกับ: ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว
    • วิธีเก็บ: โดยแพทย์หรือพยาบาล หรือเก็บด้วยตนเองด้วย
  1. สารคัดหลั่งจากทวารหนัก (Anal Swab)
    • ข้อดี: ตรวจหา HPV ที่อาจก่อมะเร็งทวารหนักได้โดยตรง
    • ความแม่นยำ: 97-99%
    • เหมาะกับ: ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) 
    • วิธีเก็บ: ควรเก็บโดยแพทย์เพื่อความแม่นยำ
  1. การตรวจจากปากมดลูก (Cervical Swab)
    • ข้อดี: ตรวจร่วมกับ Pap smear ได้ในครั้งเดียว
    • ความแม่นยำ: สูงสุดถึง 99.9%
    • เหมาะกับ: ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติ Pap smear ผิดปกติ
    • วิธีเก็บ: ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น

การตรวจ HPV DNA Typing มุ่งหาสายพันธุ์ก่อมะเร็ง?

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การตรวจด้วยวิธี HPV DNA Typing นั้นไม่ได้ตรวจหาเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์ แต่จะมุ่งเน้นตรวจหาเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงในการก่อมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วย

สายพันธุ์ที่ตรวจหาหลัก:

  • กลุ่มความเสี่ยงสูงมาก: HPV 16, 18, 45
  • กลุ่มความเสี่ยงสูง: HPV 31, 33, 35, 39, 51, 52, 56, 58, 59, 66, 68
  • กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (บางแพ็คเกจ): HPV 6, 11 (สาเหตุของหูดหงอนไก่)

ข้อดีของการตรวจ HPV DNA Typing เมื่อเทียบกับวิธีอื่น

เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจแบบเดิม เช่น Pap smear อย่างเดียว การตรวจ HPV DNA Typing มีข้อได้เปรียบชัดเจน

  1. ตรวจพบได้เร็วกว่า – พบการติดเชื้อได้ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลง
  2. ลดการตรวจพลาด – Pap smear อาจพลาดได้ 20-30% แต่ HPV DNA พลาดน้อยกว่า 1%
  3. ระบุความเสี่ยงได้ชัดเจน – บอกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงมะเร็งได้
  4. เหมาะกับการคัดกรองวงกว้าง – ใช้ปัสสาวะตรวจได้ ไม่ต้องตรวจภายใน
  5. คุ้มค่าในระยะยาว – แม้ตรวจ HPV ราคาอาจสูงกว่า Pap smear แต่ไม่ต้องตรวจบ่อย

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การตรวจ HPV DNA Typing จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่คลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และบุคลากรที่มีความชำนาญ

หลังตรวจเสร็จ (รอรับผล)

หลังจากส่งตัวอย่างแล้ว สิ่งที่ควรทำ:

  1. รับใบนัดผล – เจ้าหน้าที่จะแจ้งวันที่ผลจะออก
  2. ดำเนินชีวิตตามปกติ – ไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังพิเศษ
  3. เตรียมคำถาม – หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม จดบันทึกไว้เพื่อถามแพทย์
  4. นัดหมายรับผล – ควรมารับผลด้วยตนเองเพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์

ที่ PSK Clinic มีแพ็คเกจราคาตรวจ HPVหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นจนถึงการตรวจแบบครอบคลุม พร้อมคำปรึกษาจากแพทย์

กี่วันรู้ผลการตรวจ HPV?

ระยะเวลาในการรอผลการตรวจ HPVขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจ

การตรวจด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction)

  • ระยะเวลา: 3-5 วันทำการ
  • ความแม่นยำ: สูงมาก สามารถตรวจหาเชื้อได้ตั้งแต่ปริมาณน้อย
  • เหมาะสำหรับ: การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยโรค

การตรวจด้วยวิธี HPV DNA Test:

  • ระยะเวลา: 7-10 วันทำการ
  • ความแม่นยำ: สูง สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้
  • เหมาะสำหรับ: การประเมินความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

การตรวจด่วน (Rapid Test):

  • ระยะเวลา: 1-2 ชั่วโมง
  • ความแม่นยำ: ปานกลาง เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการทราบผลเร่งด่วน

สำหรับตรวจ HPV ราคาจะแตกต่างกันตามประเภทของการตรวจ ขึ้นอยู่กับความละเอียดและเทคโนโลยีที่ใช้ ที่คลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่าง PSK Clinic มีแพ็คเกจที่คุ้มค่าและครอบคลุม

วัคซีน HPV ลดโอกาสการติดเชื้อได้จริงมั้ย?

วัคซีน HPV เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง 

ประสิทธิภาพของวัคซีน:

  • ป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้มากกว่า 90% (สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก 70%)
  • ป้องกันหูดหงอนไก่ได้มากกว่า 90% (จาก HPV สายพันธุ์ 6 และ 11)
  • ลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 87% ในผู้ที่ฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์

ช่วงอายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน:

  1. อายุ 9-14 ปี – ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน (ประสิทธิภาพสูงสุด)
  2. อายุ 15-26 ปี – ฉีด 3 เข็ม (0, 2, 6 เดือน)
  3. อายุ 27-45 ปี – ปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล ยังมีประโยชน์แต่ประสิทธิภาพอาจลดลง

ประเภทของวัคซีน HPV ที่มีในประเทศไทย:

  • Cervarix – ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 16, 18
  • Gardasil 4 – ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18
  • Gardasil 9 – ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58

แม้ฉีดวัคซีนแล้ว ยังควรตรวจมะเร็งปากมดลูกตามกำหนดเพราะวัคซีนไม่ครอบคลุมเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองยังคงจำเป็นสำหรับการป้องกันที่สมบูรณ์

ดูแลร่างกายอย่างไรให้ห่างไกลจาก HPV

การป้องกันเชื้อ HPV ไม่ได้มีเพียงการฉีดวัคซีนและการตรวจหาเชื้อ HPVเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม:

  1. การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย:
    • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • จำกัดจำนวนคู่นอน
    • สื่อสารกับคู่นอนเรื่องประวัติสุขภาพทางเพศ
    • ตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกับคู่นอนเป็นประจำ
  1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน:
    • รับประทานอาหารที่มีวิตามิน C, E และเบต้าแคโรทีนสูง
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
    • นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
    • จัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิหรือโยคะ
  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง:
    • งดสูบบุหรี่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกถึง 2 เท่า
    • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
    • หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนติดต่อกันนานเกิน 5 ปี
  1. การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ:
    • ตรวจ HPVและ Pap smear ตามคำแนะนำของแพทย์
    • ตรวจสุขภาพประจำปีครบถ้วน
    • สังเกตอาการผิดปกติและปรึกษาแพทย์ทันที
    • เลือกใช้บริการที่คลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ได้มาตรฐาน
  1. การดูแลสุขภาพช่องคลอด:
    • รักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี ไม่สวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินไป
    • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน pH 3.8-4.5
    • สวมชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี
    • เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ในช่วงมีประจำเดือน

การติดตามผลหลังตรวจ: หากผลการตรวจ HPVเป็นบวก ไม่ต้องตกใจ เพราะ:

  • ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองใน 90% ของผู้ติดเชื้อภายใน 2 ปี
  • แพทย์จะวางแผนการติดตามรักษาที่เหมาะสม
  • การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็ง

สรุป

การตรวจหาเชื้อ HPVเป็นสิ่งจำเป็นของการดูแลสุขภาพทางเพศและการป้องกันมะเร็ง ด้วยเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัย เช่น การตรวจด้วยปัสสาวะที่ PSK Clinic ทำให้การตรวจคัดกรองเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากขึ้น

สำหรับการตรวจ HPV ในกรุงเทพนั้น PSK Clinic พร้อมให้บริการด้วยทีมแพทย์ผู้มากประสบการณ์และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐาน มีแพ็คเกจราคาตรวจ HPV ที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วน 

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองแบบองค์รวมด้วยการฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ และการดูแลสุขภาพ อย่าปล่อยให้ความกังวลเป็นอุปสรรค เริ่มดูแลตัวเองวันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย Frequent Ask Question (FAQs)

คู่รักเพศเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อ HPV ไหม ?

การมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย จึงทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส HPV ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากคุณมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกันกับผู้ที่มีเชื้อไวรัส HPV ก็ทำให้คุณมีโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV ได้สูง รวมไปถึงการสัมผัสโดยตรงบริเวณผิวหนังหรืออวัยวะเพศของคนที่มีเชื้อไวรัส HPV ด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการติดเชื้อไวรัส HPV และพัฒนาสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นเช่นกัน

การตรวจ HPV มีข้อดีมากมาย เช่น

  • ตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง

ช่วยในการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก จึงทำให้สามารถระบุความเสี่ยงและดำเนินการตรวจรักษา ป้องกันเช็คต่อได้อย่างเหมาะสม

  • การตรวจที่สะดวกและง่าย

การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ทำได้ง่ายและไม่เจ็บ ซึ่งสามารถทำได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ในปัจจุบันสามารถตรวจเองที่บ้านได้ด้วยผ่านชุดตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยตนเอง และใช้เวลาในการรอผลไม่นาน

ตรวจหาการติดเชื้อไวรัส HPV เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณป้องกันและรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นมีโอกาสให้ผลการรักษาที่ดีกว่า ดังนั้นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยในการรักษาและป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ HPV ราคาและแพ็คเกจต่างๆ สามารถติดต่อ PSK Clinic เพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที

อ้างอิง

[1] https://www.cancer.gov/about-cancer/causes-prevention/risk/infectious-agents/hpv-and-cancer