การตรวจ HPV: คู่มือครบถ้วนสำหรับการดูแลสุขภาพของคุณ
HPV หรือ Human Papilloma Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย การติดเชื้อ HPV สามารถพบได้ในทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ เชื้อ HPV มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์สามารถก่อโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนักได้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขโลก
การตรวจ HPVจึงเป็นวิธีการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดยเฉพาะการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่สามารถช่วยค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อ HPVอย่างละเอียด รวมถึงวิธีการป้องกันและดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสนี้
HPV สามารถติดต่อได้อย่างไร?
อาการที่แสดงว่ามีความเสี่ยงอาจติดเชื้อ HPV
อาการ HPV ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม มีอาการบางอย่างที่เราสามารถควรสังเกตเองได้:
อาการที่พบได้บ่อย:
- หูดหงอนไก่ จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อสีชมพูหรือสีเนื้อบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก
- เลือดออกมากผิดปกติ จะมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือระหว่างรอบเดือน
- อาการตกขาวผิดปกติ จะมีตกขาวมากขึ้น มีกลิ่น หรือสีที่ผิดปกติ
- การปวดท้องน้อย อาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
- คันหรือระคายเคือง มีความรู้สึกไม่สบาย มีอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ
กลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรเฝ้าระวัง:
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
- ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก
- ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์และทำการตรวจหาเชื้อ HPVเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ
การติดเชื้อ HPV มีอันตรายมากแค่ไหน?
HPV ติดต่อทางไหนได้บ้าง?
เชื้อ HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด โดยสามารถติดต่อกันผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง (Skin-to-Skin Contact) ตรงบริเวณที่มีเชื้อ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการหลั่งหรือแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่งเหมือนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ทำให้การป้องกันด้วยถุงยางอนามัยอย่างเดียวอาจไม่สามารถป้องกันได้ 100%
วิธีการติดต่อหลักของเชื้อ HPV:
- การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด – เป็นช่องทางหลักที่พบการติดเชื้อมากที่สุด เชื้อสามารถติดต่อได้แม้ไม่มีการหลั่งภายใน
- การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก – มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนี้บอบบางและฉีกขาดง่าย
- การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก – การทำ oral sex สามารถทำให้ติดเชื้อ HPV ในช่องปากและลำคอได้เช่นกัน และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งคอหอยได้
- การสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง – การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศที่มีรอยโรคหรือมีเชื้อก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน แม้ไม่มีการสอดใส่ก็ตาม
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้:
- ผู้ติดเชื้อแม้ไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้ – ประมาณ 80% ของผู้ติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
- เชื้ออาจอยู่ในร่างกายได้นาน – HPV สามารถแฝงตัวในร่างกายได้หลายเดือนถึงหลายปี โดยไม่แสดงอาการใดๆ
- ถุงยางอนามัยไม่ได้ป้องกันเชื้อ HPV 100% – เนื่องจาก HPV สามารถติดต่อผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้ปกคลุม เช่น ถุงอัณฑะ ขาหนีบ
- มีความเป็นไปได้ของการติดเชื้อซ้ำ – แม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อได้แล้ว ก็สามารถติดเชื้อใหม่ได้จากคู่นอนคนเดิมหรือคนใหม่
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ:
- ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- ผู้ที่มีคู่นอนที่มีประวัติหูดหงอนไก่หรือมะเร็งปากมดลูก
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น
ด้วยความเสี่ยงของการติดเชื้อที่สูง การตรวจหาเชื้อ HPVจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การตรวจ HPV ในกรุงเทพมีคลินิกที่ได้มาตรฐานซึ่งช่วยให้ทราบสถานะของตนเองและวางแผนการรักษาได้ทันท่วงทีหากได้รับเชื้อ
เชื้อ HPV ทำให้เกิดมะเร็งได้จริงหรือ? ความจริงที่ทุกคนต้องรู้
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า HPV ไม่ได้เป็นแค่สาเหตุของหูดหงอนไก่เท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกที่พบว่ามากกว่า 95% เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง
กลไกการก่อมะเร็งของ HPV: เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เมื่อเชื้อ HPV สายพันธุ์กลุ่มความเสี่ยงสูง (high risk) ได้เข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะทำการแทรกตัวเข้าไปในดีเอ็นเอของเซลล์ผิวหนังหรือเยื่อบุ ทำให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์และเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ กระบวนการนี้ใช้เวลานานหลายปี (ประมาณ 5-20 ปี) ถึงจะพัฒนากลายเป็นมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันมีการตรวจมะเร็งปากมดลูกและรักษาได้ทันก่อนถ่วงที ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
HPV สายพันธุ์ ไหนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง: เราขอแบ่งตามความเสี่ยง
กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-Risk HPV):
- HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 – ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 70% และมะเร็งปากทวารหนัก 90%
- HPV สายพันธุ์ 31, 33, 45 – พบในมะเร็งปากมดลูกประมาณ 10-15%
- HPV สายพันธุ์ 35, 39, 51, 52, 56, 58, 59 – มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง พบได้ในมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอื่นๆ
- HPV สายพันธุ์ 68 – จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงแต่พบได้น้อยกว่า
กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk HPV):
- HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 – ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ 90% แต่ไม่ก่อมะเร็ง
- HPV สายพันธุ์ 40, 42, 43, 44, 54, 61, 70, 72, 81 – ก่อให้เกิดหูดหรือติ่งเนื้อที่ไม่เป็นมะเร็ง
มะเร็งที่เกิดจาก HPV ไม่ได้มีแค่มะเร็งปากมดลูก
การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด
- มะเร็งปากมดลูก – พบมากที่สุด มากกว่า 95% เกิดจาก HPV
- มะเร็งช่องคลอดและปากช่องคลอด – พบประมาณ 70% เกิดจาก HPV
- มะเร็งปากทวารหนัก – พบถึง 90% ในผู้ชายรักชายและ 65% ในผู้หญิง
- มะเร็งอวัยวะเพศชาย – ประมาณ 60% เกิดจาก HPV
- มะเร็งคอหอยและช่องปาก – พบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้ชาย ประมาณ 70% เกิดจาก HPV
ระยะเวลาในการพัฒนาเป็นมะเร็ง: Timeline ที่ควรรู้
ระยะที่ 1: การติดเชื้อ (0-2 ปี)
- ร่างกายอาจกำจัดเชื้อได้เองใน 90% ของผู้ติดเชื้อ
- ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
ระยะที่ 2: การติดเชื้อเรื้อรัง (2-5 ปี)
- เชื้อฝังตัวในเซลล์และเริ่มทำให้เซลล์ผิดปกติ
- ตรวจพบได้ด้วยการตรวจ HPVและ Pap smear
ระยะที่ 3: เซลล์ผิดปกติระยะก่อนมะเร็ง (5-10 ปี)
- พบ CIN (Cervical Intraepithelial Neoplasia) ระดับ 1-3
- ยังรักษาหายได้ 100% ด้วยการรักษาที่เหมาะสม
ระยะที่ 4: มะเร็งระยะเริ่มต้น (10-20 ปี)
- เซลล์มะเร็งเริ่มลุกลาม
- ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือฉายแสง
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นมะเร็ง
แม้ว่าจะติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะพัฒนาเป็นมะเร็ง แต่จะมีปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
- การสูบบุหรี่ – เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก 2-3 เท่า
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ – ผู้ติดเชื้อ HIV มีความเสี่ยงสูงขึ้น 5 เท่า
- การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย – เช่น หนองในเทียม เริม
- การใช้ยาคุมกำเนิดนานเกิน 5 ปี – อาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย
- การตั้งครรภ์หลายครั้ง – มากกว่า 3 ครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยง
- ขาดสารอาหาร – โดยเฉพาะวิตามิน A, C, E และกรดโฟลิก
จากเนื้อหาเบื้องต้น จะเห็นว่าการตรวจหาเชื้อ HPVอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพราะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ทำให้มีโอกาสรักษาหายสูง การเลือกคลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีความชำนาญจะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราติดเชื้อ HPV?
เมื่อไหร่ควรเริ่มตรวจเชื้อ HPV ?
การตัดสินใจว่าควรตรวจมะเร็งปากมดลูกเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แนวทางการตรวจที่แพทย์แนะนำมีดังนี้
สำหรับผู้หญิง:
- อายุ 21-29 ปี: ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap smear ทุก 3 ปี
- อายุ 30-65 ปี: ควรตรวจ HPVร่วมกับ Pap smear ทุก 5 ปี หรือตรวจ Pap smear อย่างเดียวทุก 3 ปี
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย หรือมีคู่นอนหลายคน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะสม
สำหรับผู้ชาย: แม้ว่าผู้ชายจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก แต่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อและมีความเสี่ยงต่อมะเร็งอื่นๆ จาก HPV ได้ ควรพิจารณาตรวจเมื่อ:
- มีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
- มีคู่นอนที่ตรวจพบเชื้อ HPV
- ต้องการตรวจสุขภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบครอบคลุม
สำหรับการตรวจ HPV ในกรุงเทพ มีคลินิกที่ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหลายแห่งที่ได้มาตรฐาน รวมถึง PSK Clinic ที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการตรวจที่ครอบคลุม
วิธีการตรวจ HPV ที่แม่นยำ: HPV DNA Typing คืออะไร?
ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ HPVไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัย ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ HPV DNA Typing ซึ่งเป็นเทคนิคระดับโมเลกุลที่สามารถตรวจหาและระบุสายพันธุ์ของเชื้อ HPV ได้อย่างแม่นยำ
HPV DNA Typing: เทคโนโลยี PCR ที่เชื่อถือได้และแม่นยำ
HPV DNA Typing เป็นการตรวจแบบ PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ตรวจโควิด-19 ที่เราคุ้นเคยกันดี วิธีนี้มีข้อเด่นหลายประการ
- ความแม่นยำสูงถึง 99.9% – สามารถตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณน้อยมาก (ตั้งแต่ 10-100 copies ของ viral DNA)
- ระบุสายพันธุ์ได้ชัดเจน – สามารถระบุได้ว่าเป็น HPV สายพันธุ์ใด ทั้งกลุ่มความเสี่ยงสูงและต่ำ
ตรวจพบได้ก่อนมีอาการ – สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ลดการตรวจซ้ำ – ด้วยความแม่นยำสูง จึงทำให้ไม่ต้องตรวจซ้ำบ่อย
ตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจ: หลากหลายวิธีให้เลือก
การตรวจ HPV DNA Typing สามารถใช้ตัวอย่างได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและความเหมาะสมต่างกัน:
- ปัสสาวะช่วงเช้า (First Void Urine) – วิธีใหม่ที่ได้รับความนิยม
- ข้อดี: ไม่เจ็บตัว ทำได้เองที่บ้าน มีความเป็นส่วนตัว
- ความแม่นยำ: 95-98% เทียบเท่ากับการตรวจด้วยวิธีอื่น
- เหมาะกับ: ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกตรวจภายใน
- วิธีเก็บตัวอย่าง: ใช้ปัสสาวะครั้งแรกของวัน (30-50 มล.) เนื่องจากมีความเข้มข้นของเซลล์และ DNA สูงที่สุด
- สารคัดหลั่งจากช่องคลอด (Vaginal Swab)
- ข้อดี: ความแม่นยำสูงมาก เป็นวิธีมาตรฐาน
- ความแม่นยำ: 98-99.9%
- เหมาะกับ: ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว
- วิธีเก็บ: โดยแพทย์หรือพยาบาล หรือเก็บด้วยตนเองด้วย
- สารคัดหลั่งจากทวารหนัก (Anal Swab)
- ข้อดี: ตรวจหา HPV ที่อาจก่อมะเร็งทวารหนักได้โดยตรง
- ความแม่นยำ: 97-99%
- เหมาะกับ: ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
- วิธีเก็บ: ควรเก็บโดยแพทย์เพื่อความแม่นยำ
- การตรวจจากปากมดลูก (Cervical Swab)
- ข้อดี: ตรวจร่วมกับ Pap smear ได้ในครั้งเดียว
- ความแม่นยำ: สูงสุดถึง 99.9%
- เหมาะกับ: ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติ Pap smear ผิดปกติ
- วิธีเก็บ: ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น
การตรวจ HPV DNA Typing มุ่งหาสายพันธุ์ก่อมะเร็ง?
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การตรวจด้วยวิธี HPV DNA Typing นั้นไม่ได้ตรวจหาเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์ แต่จะมุ่งเน้นตรวจหาเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงในการก่อมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วย
สายพันธุ์ที่ตรวจหาหลัก:
- กลุ่มความเสี่ยงสูงมาก: HPV 16, 18, 45
- กลุ่มความเสี่ยงสูง: HPV 31, 33, 35, 39, 51, 52, 56, 58, 59, 66, 68
- กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (บางแพ็คเกจ): HPV 6, 11 (สาเหตุของหูดหงอนไก่)
ข้อดีของการตรวจ HPV DNA Typing เมื่อเทียบกับวิธีอื่น
เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจแบบเดิม เช่น Pap smear อย่างเดียว การตรวจ HPV DNA Typing มีข้อได้เปรียบชัดเจน
- ตรวจพบได้เร็วกว่า – พบการติดเชื้อได้ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลง
- ลดการตรวจพลาด – Pap smear อาจพลาดได้ 20-30% แต่ HPV DNA พลาดน้อยกว่า 1%
- ระบุความเสี่ยงได้ชัดเจน – บอกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงมะเร็งได้
- เหมาะกับการคัดกรองวงกว้าง – ใช้ปัสสาวะตรวจได้ ไม่ต้องตรวจภายใน
- คุ้มค่าในระยะยาว – แม้ตรวจ HPV ราคาอาจสูงกว่า Pap smear แต่ไม่ต้องตรวจบ่อย
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การตรวจ HPV DNA Typing จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่คลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และบุคลากรที่มีความชำนาญ
หลังตรวจเสร็จ (รอรับผล)
หลังจากส่งตัวอย่างแล้ว สิ่งที่ควรทำ:
- รับใบนัดผล – เจ้าหน้าที่จะแจ้งวันที่ผลจะออก
- ดำเนินชีวิตตามปกติ – ไม่มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังพิเศษ
- เตรียมคำถาม – หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม จดบันทึกไว้เพื่อถามแพทย์
- นัดหมายรับผล – ควรมารับผลด้วยตนเองเพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์
ที่ PSK Clinic มีแพ็คเกจราคาตรวจ HPVหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นจนถึงการตรวจแบบครอบคลุม พร้อมคำปรึกษาจากแพทย์
กี่วันรู้ผลการตรวจ HPV?
ระยะเวลาในการรอผลการตรวจ HPVขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจ
การตรวจด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction)
- ระยะเวลา: 3-5 วันทำการ
- ความแม่นยำ: สูงมาก สามารถตรวจหาเชื้อได้ตั้งแต่ปริมาณน้อย
- เหมาะสำหรับ: การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยโรค
การตรวจด้วยวิธี HPV DNA Test:
- ระยะเวลา: 7-10 วันทำการ
- ความแม่นยำ: สูง สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อได้
- เหมาะสำหรับ: การประเมินความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
การตรวจด่วน (Rapid Test):
- ระยะเวลา: 1-2 ชั่วโมง
- ความแม่นยำ: ปานกลาง เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น
- เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการทราบผลเร่งด่วน
สำหรับตรวจ HPV ราคาจะแตกต่างกันตามประเภทของการตรวจ ขึ้นอยู่กับความละเอียดและเทคโนโลยีที่ใช้ ที่คลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่าง PSK Clinic มีแพ็คเกจที่คุ้มค่าและครอบคลุม
วัคซีน HPV ลดโอกาสการติดเชื้อได้จริงมั้ย?
วัคซีน HPV เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
ประสิทธิภาพของวัคซีน:
- ป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้มากกว่า 90% (สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก 70%)
- ป้องกันหูดหงอนไก่ได้มากกว่า 90% (จาก HPV สายพันธุ์ 6 และ 11)
- ลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 87% ในผู้ที่ฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์
ช่วงอายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน:
- อายุ 9-14 ปี – ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน (ประสิทธิภาพสูงสุด)
- อายุ 15-26 ปี – ฉีด 3 เข็ม (0, 2, 6 เดือน)
- อายุ 27-45 ปี – ปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล ยังมีประโยชน์แต่ประสิทธิภาพอาจลดลง
ประเภทของวัคซีน HPV ที่มีในประเทศไทย:
- Cervarix – ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 16, 18
- Gardasil 4 – ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18
- Gardasil 9 – ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58
แม้ฉีดวัคซีนแล้ว ยังควรตรวจมะเร็งปากมดลูกตามกำหนดเพราะวัคซีนไม่ครอบคลุมเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองยังคงจำเป็นสำหรับการป้องกันที่สมบูรณ์
ดูแลร่างกายอย่างไรให้ห่างไกลจาก HPV
การป้องกันเชื้อ HPV ไม่ได้มีเพียงการฉีดวัคซีนและการตรวจหาเชื้อ HPVเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม:
- การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย:
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- จำกัดจำนวนคู่นอน
- สื่อสารกับคู่นอนเรื่องประวัติสุขภาพทางเพศ
- ตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกับคู่นอนเป็นประจำ
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน:
- รับประทานอาหารที่มีวิตามิน C, E และเบต้าแคโรทีนสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
- นอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
- จัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิหรือโยคะ
- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง:
- งดสูบบุหรี่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกถึง 2 เท่า
- ลดการดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนติดต่อกันนานเกิน 5 ปี
- การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ:
- ตรวจ HPVและ Pap smear ตามคำแนะนำของแพทย์
- ตรวจสุขภาพประจำปีครบถ้วน
- สังเกตอาการผิดปกติและปรึกษาแพทย์ทันที
- เลือกใช้บริการที่คลินิกตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ได้มาตรฐาน
- การดูแลสุขภาพช่องคลอด:
- รักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี ไม่สวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินไป
- ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน pH 3.8-4.5
- สวมชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี
- เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ในช่วงมีประจำเดือน
การติดตามผลหลังตรวจ: หากผลการตรวจ HPVเป็นบวก ไม่ต้องตกใจ เพราะ:
- ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองใน 90% ของผู้ติดเชื้อภายใน 2 ปี
- แพทย์จะวางแผนการติดตามรักษาที่เหมาะสม
- การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยป้องกันการพัฒนาเป็นมะเร็ง
สรุป
การตรวจหาเชื้อ HPVเป็นสิ่งจำเป็นของการดูแลสุขภาพทางเพศและการป้องกันมะเร็ง ด้วยเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัย เช่น การตรวจด้วยปัสสาวะที่ PSK Clinic ทำให้การตรวจคัดกรองเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากขึ้น
สำหรับการตรวจ HPV ในกรุงเทพนั้น PSK Clinic พร้อมให้บริการด้วยทีมแพทย์ผู้มากประสบการณ์และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐาน มีแพ็คเกจราคาตรวจ HPV ที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองแบบองค์รวมด้วยการฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ และการดูแลสุขภาพ อย่าปล่อยให้ความกังวลเป็นอุปสรรค เริ่มดูแลตัวเองวันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย Frequent Ask Question (FAQs)
คู่รักเพศเดียวกันเสี่ยงติดเชื้อ HPV ไหม ?
การมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย จึงทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส HPV ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากคุณมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกันกับผู้ที่มีเชื้อไวรัส HPV ก็ทำให้คุณมีโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV ได้สูง รวมไปถึงการสัมผัสโดยตรงบริเวณผิวหนังหรืออวัยวะเพศของคนที่มีเชื้อไวรัส HPV ด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการติดเชื้อไวรัส HPV และพัฒนาสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ตรวจ HPV ดีอย่างไร ?
การตรวจ HPV มีข้อดีมากมาย เช่น
- ตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง
ช่วยในการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก จึงทำให้สามารถระบุความเสี่ยงและดำเนินการตรวจรักษา ป้องกันเช็คต่อได้อย่างเหมาะสม
- การตรวจที่สะดวกและง่าย
การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ทำได้ง่ายและไม่เจ็บ ซึ่งสามารถทำได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ในปัจจุบันสามารถตรวจเองที่บ้านได้ด้วยผ่านชุดตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยตนเอง และใช้เวลาในการรอผลไม่นาน
ตรวจหาการติดเชื้อไวรัส HPV เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณป้องกันและรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การรักษามะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นมีโอกาสให้ผลการรักษาที่ดีกว่า ดังนั้นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยในการรักษาและป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ HPV ราคาและแพ็คเกจต่างๆ สามารถติดต่อ PSK Clinic เพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที
อ้างอิง
[1] https://www.cancer.gov/about-cancer/causes-prevention/risk/infectious-agents/hpv-and-cancer