HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus คือ ไวรัสที่สามารถทำลายภูมิคุ้มกันจำพวก T-helper cell ชนิด CD4+ ในร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีจะทำให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS; Acquired Immunodeficiency Syndromes) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
อาการของโรคเอดส์ที่สามารถพบได้ เช่น มีไข้เรื้อรัง, ถ่ายเหลวเรื้องรัง, น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น นอกจากนี้ในผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV จนภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำมาก ๆ ยังมีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราในปอด, เชื้อราในสมอง, วัณโรคต่อมน้ำเหลือง, หรือฝีในสมอง เป็นต้น
วิธีเดียวที่สามารถทราบได้ คือ การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ HIV โดยสามารถใช้วิธี
ซึ่งวิธีการตรวจเลือดเพื่อหา Anti-HIV ในเลือดเป็นวิธีที่ได้มาตรฐานสากลและนิยมใช้กันทั่วโลก
ปัจจุบันชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีมีการพัฒนามาจนถึงรุ่นที่ 4 (4th Generation) สามารถตรวจหาการติดเชื้อหลังจากที่มีความเสี่ยงมาแล้ว 21 วัน
การยืนยันว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี จำเป็นต้องมีผลการตรวจคัดกรองเอชไอวีจำนวน 3 การทดสอบที่แตกต่างกันและให้ผลบวกทั้ง 3 การทดสอบ จึงจะสามารถยืนยันผลได้ว่าบุคคลนั้นมีการติดเชื้อ HIV หรือ มีผลเลือดบวก หากชุดการทดสอบที่แตกต่างกันให้ผลบวก 1 ใน 3 หรือ 2 ใน 3 จะไม่สามารถสรุปได้ว่ามีการติดเชื้อ HIV ได้ (Inconclusive)
ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองที่บ้านได้ (HIV Self-testing) ซึ่งมีความแม่นยำในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีสูงถึง 99.9% สามารถตรวจจากการใช้เลือด หรือสารคัดหลั่งในปาก
ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีหลังจากที่มีความเสี่ยง มักจะมีอาการของการติดเชื้อ HIV แบบเฉียบพลัน หรือ Acute HIV Infection ซึ่งมักจะมีอาการหลังจากที่ได้รับเชื้อมาประมาณ 2-4 สัปดาห์
อาการทั่วไปที่สามารถพบได้ในการติดเชื้อ HIV แบบเฉียบพลันจะมีลักษณะคล้ายกับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้, หนาวสั่น, อ่อนเพลีย, ปวดเมื่อยเนื้อตัว, เจ็บคอ, มีผื่นแดงขึ้นตามตัว, ต่อมน้ำเหลืองโตกดเจ็บ, เหงื่อออกตอนกลางคืน, หรืออาจจะมีแผลในปากร่วมด้วยได้ เป็นต้น
หากมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้หลังจากที่มีความเสี่ยงต่อในการติดเชื้อเอชไอวี ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจหาการติดเชื้อ HIV โดยเร็ว
เป็นระยะที่เกิดขึ้นหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่กระแสเลือด โดยผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ในระยะนี้จะมีอาการคล้ายกับคนเป็นไข้หวัดใหญ่ ในระยะนี้ปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีจำนวนมากและเป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อเอชไอวีให้คนอื่นได้ง่าย
เป็นระยะที่เกิดขึ้นหลังจากที่เชื้อเอชไอวีมีการกระจายไปทั่วร่างกายและหลบซ่อนตัวอยู่ในต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อต่างๆ ในระยะนี้ผู้ที่ติดเชื้อเอชวีจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น (Asymptomatic HIV Infection) และสามารถแพร่เชื้อเอชไอวีไปให้คนอื่นได้เช่นเดียวกับระยะเฉียบพลัน ในระยะนี้ไวรัสเอชไอวีจะค่อยๆ ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยมุ่งเป้าไปที่ CD4+ T-helper cell ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่คอยทำลายเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย หากผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะทำให้โรคดำเนินต่อไปจนภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงจนเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์
เป็นระยะที่อันตรายมากที่สุดหลังจากที่ร่างกายติดเชื้อเอชไอวีเนื่องจากในระยะนี้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงจนน้อยกว่า 100 cells/mL ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้เหมือนในสองระยะแรก และเนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงอย่างมาก ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีโอกาสติดเชื้อโรคฉวยโอกาส เช่น โรคเชื้อราในปอด โรคเชื้อราในสมอง วัณโรคต่อมน้ำเหลือง หรือ โรคฝีในสมอง ได้ โดยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะใช้เวลา 2-3 ปีในการดำเนินโรคจากระยะการติดเชื้อเอชไอวีแบบเฉียบพลันสู้ระยะของโรคเอดส์
สำหรับช่องทางที่ HIV ไม่สามารถติดต่อได้ ได้แก่ การกอด การจับมือ การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การทานอาหารร่วมกัน การสัมผัสกับน้ำลายของผู้ติดเชื้อ การสัมผัสกับเหงื่อของผู้ติดเชื้อ การสัมผัสกับน้ำตาของผู้ติดเชื้อ การถูกยุงกัด
นอกจากการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV แล้ว ในปัจจุบันยังมียาที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้อีกด้วย
อาคาร Move Amaze ชั้น 4
24/25 ซอยลาดพร้าว 19 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
Tel. 095 049 4142
Line: @pskclinic