PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจรักษาและให้คำปรึกษา

ผู้หญิงส่องกระจกตรวจอาการเริมที่ปาก บริเวณริมฝีปาก

เริมที่ปากกำเริบอีกแล้ว? สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

ตื่นเช้ามาแล้วพบตุ่มใสเล็กๆ แสบๆ บริเวณริมฝีปาก หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือ “เริม” หรือเปล่า และควรทำอย่างไรต่อไป ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องปกติมาก เพราะเริมที่ปาก (Oral Herpes) เป็นหนึ่งในการติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าประชากรโลกกว่า 67% มีเชื้อ HSV-1 อยู่ในร่างกาย โดยหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองติดเชื้อ [1] สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคชี้ให้เห็นว่าเริมเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังจากการติดเชื้อที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่น

บทความนี้จะอธิบายอย่างตรงไปตรงมาในแบบที่แพทย์อยากให้คุณรู้ ตั้งแต่อาการในแต่ละระยะ สาเหตุที่ทำให้โรคเริมกำเริบซ้ำ วิธีป้องกันการแพร่เชื้อ ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่ถูกต้องและทันสมัยที่สุด

เริมที่ปาก คืออะไร?

เริมที่ปาก หรือ Oral Herpes เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus ชนิดที่ 1 (HSV-1) ซึ่งแตกต่างจาก HSV-2 ที่มักพบที่อวัยวะเพศ แม้ทั้งสองชนิดจะสลับตำแหน่งกันได้ในบางกรณี โดยเฉพาะผ่านการทำ oral sex แต่ HSV-1 คือสาเหตุหลักของตุ่มน้ำใสที่ริมฝีปากและบริเวณรอบปาก [3]

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ เมื่อติดเชื้อ HSV-1 แล้ว เชื้อไวรัสจะไม่หายออกไปจากร่างกาย แต่จะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทบริเวณโคนกะโหลกศีรษะ (Trigeminal Ganglion) โดยไม่แสดงอาการ และจะกำเริบขึ้นบางเวลา เมื่อร่างกายอ่อนแอ [3] ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องตื่นตระหนก เพราะคนส่วนใหญ่ที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเข้าใจวิธีการรับมือเมื่อโรคเกิดขึ้น

เริมที่ปากมีอาการอย่างไร?

อาการของเริมที่ปากมักดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน การสังเกตระยะของโรคจะช่วยให้รับมือและรักษาได้อย่างทันท่วงที

ระยะแรก — สัญญาณเตือน 

ส่วนใหญ่จะรู้สึกแสบๆ คันๆ หรือรู้สึกยิบๆ บริเวณริมฝีปากหรือมุมปาก บางคนรู้สึกปวดตึงเล็กน้อยหรือผิวหนังบริเวณนั้นมีความไวต่อการสัมผัสผิดปกติ ระยะนี้คือช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มใช้ยาต้านไวรัส เพราะจะช่วยให้ระยะเวลาของโรคนั้นลดลงได้

ระยะตุ่มน้ำ 

ตุ่มน้ำใสขนาดเล็กจะขึ้นเป็นกลุ่มหนาแน่น มักพบที่ริมฝีปากด้านนอก มุมปาก หรือบริเวณรอบปาก ตุ่มเหล่านี้จะแตกออกและกลายเป็นแผลเปิดที่เจ็บปวด ซึ่งเป็นช่วงที่แพร่เชื้อได้มากที่สุด ในระยะนี้บางคนอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้คางบวมเล็กน้อยร่วมด้วย

ระยะสมานแผล 

ส่วนใหญ่แผลจะเริ่มตกสะเก็ดและค่อยๆ หายไปเอง โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ห้ามแกะหรือแคะสะเก็ดโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดรอยดำหรือติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำได้

กรณีติดเชื้อครั้งแรก (Primary Infection)

หากเป็นครั้งแรก อาการอาจรุนแรงกว่าการกำเริบเกิดซ้ำอย่างเห็นได้ชัด บางรายมีไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ และมีแผลในปากร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้กลืนอาหารลำบาก กรณีเช่นนี้ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรรอให้หายเอง

สาเหตุและปัจจัยที่กระตุ้นให้เริมกำเริบ

การติดเชื้อ HSV-1 ครั้งแรกมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หลังจากนั้น เชื้อจะแฝงตัวอยู่และกำเริบขึ้นเมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่

ความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ถือเป็นตัวกระตุ้นอันดับต้นๆ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายอ่อนล้า เชื้อที่ซ่อนตัวอยู่จะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นมาแสดงอาการ

การถูกแสงแดดจัด โดยเฉพาะรังสี UV ที่กระทบริมฝีปากโดยตรง เป็นสาเหตุที่หลายคนไม่ทราบว่าทำให้เริมกำเริบได้ การใช้ลิปบาล์มที่มีค่า SPF จึงช่วยลดการกำเริบในกลุ่มนี้ได้จริง

มีไข้หรือเจ็บป่วย ภูมิคุ้มกันที่ลดลงชั่วคราวระหว่างการเจ็บป่วยเปิดโอกาสให้เชื้อกำเริบได้ ในต่างประเทศจึงมีคำเรียกเริมที่ปากว่า “Fever Blister” หรือตุ่มไข้

ช่วงมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในช่วงเวลานี้ของเดือน อาจไปกระตุ้นทำให้เชื้อกำเริบขึ้นในผู้หญิงบางราย

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่ยังไม่ได้รับการรักษา หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางชนิด มีความเสี่ยงที่เชื้อเริมจะกำเริบบ่อยและรุนแรงกว่าคนทั่วไป

การเข้าใจปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ จะช่วยให้เราวางแผนป้องกันได้อย่างตรงจุดและลดความถี่ของการกำเริบได้ในระยะยาว

เริมที่ปากติดต่ออย่างไร?

เริมที่ปากติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อไวรัส ดังนี้

การจูบหรือสัมผัสริมฝีปาก เป็นทางติดต่อที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผล แม้ว่าผู้ที่มีเชื้อจะไม่แสดงอาการ แต่ก็ยังมีโอกาสแพร่เชื้อได้ [2]

การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ ช้อนส้อม ลิปสติก ลิปบาล์ม หรือผ้าเช็ดหน้า เพราะเชื้อไวรัสเริมสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ [2]

การส่งต่อเชื้อจากปากสู่อวัยวะเพศ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex) ซึ่งทำให้ HSV-1 สามารถก่อให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน [2]

การแพร่เชื้อจากมือ หากสัมผัสตุ่มน้ำแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณอื่น เช่น ดวงตา อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา (Herpes Keratitis) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาจากจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วน [3]

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ เชื้อสามารถแพร่ได้แม้ในช่วงที่ไม่มีอาการ [2] แต่ช่วงที่มีตุ่มน้ำและแผลเปิดอยู่คือช่วงที่แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด

การรักษาเริมที่ปาก

แม้ว่าเริมที่ปากสามารถหายเองได้ภายใน 7–10 วัน แต่การรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่า ลดความเจ็บปวด และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้อย่างมาก

ยาต้านไวรัส 

ยาในกลุ่มนี้คือแนวทางมาตรฐานของการรักษาเริมในปัจจุบัน ได้แก่ Acyclovir, Valacyclovir และ Famciclovir มีทั้งรูปแบบยาทาและยากิน ยาทาเหมาะกับการใช้ทาเฉพาะที่ในช่วงระยะเริ่มต้น ส่วนยากินจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะออกฤทธิ์จากภายในและควบคุมการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้ทั่วร่างกาย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแบบต่อเนื่อง (Suppressive Therapy) ในผู้ที่เป็นซ้ำบ่อยกว่า 6 ครั้งต่อปี

การดูแลตัวเองช่วงอาการกำเริบ

นอกจากการใช้ยาแล้ว สิ่งที่ควรทำได้แก่ รักษาความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาด ล้างมือบ่อยๆ หลังสัมผัสบริเวณแผล และพักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงได้แก่ ห้ามแกะหรือบีบตุ่ม หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อ อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ มีการกำเริบซ้ำบ่อยกว่า 6 ครั้งต่อปี มีแผลบริเวณดวงตา ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำหรือตั้งครรภ์ หรือไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นคือเริมหรือโรคอื่น เพราะมีโรคผิวหนังหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น งูสวัด แผลร้อนใน หรือการแพ้สารบางชนิด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเริมที่ปาก

เริมที่ปากกี่วันถึงจะหาย?

โดยทั่วไปแผลเริมจะหายสนิทภายใน 7–10 วัน หากใช้ยาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะแรก อาจลดระยะเวลาลงได้เป็น 5–7 วัน

เป็นเริมห้ามกินอะไร?

ยังไม่มีข้อห้ามทางโภชนาการที่ชัดเจนในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่หลายคนพบว่าอาหารที่มีกรดสูง เช่น ส้มหรือมะเขือเทศ รวมถึงอาหารรสเผ็ดจัด อาจทำให้แผลในปากระคายเคืองมากขึ้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงในช่วงมีอาการ

เริมที่ปากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม?

HSV-1 ที่ก่อให้เกิดเริมที่ปากส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่สามารถแพร่สู่อวัยวะเพศได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ดังนั้นควรป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หรืองดการมีเพศสัมพันธ์ทางปากช่วงอาการกำเริบ

เริมที่ปากกับแผลร้อนในต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักสับสนระหว่างสองอาการนี้ เพราะดูคล้ายกันในตอนแรก ความแตกต่างหลักคือ เริมที่ปากมักขึ้นที่ริมฝีปากด้านนอกหรือรอบปาก เป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม ส่วนแผลร้อนในจะอยู่ด้านในช่องปาก เช่น เนื้อเยื่อแก้มด้านใน ใต้ลิ้น หรือเหงือก มีลักษณะเป็นแผลกลมขอบแดง ไม่ได้เกิดจากไวรัสชนิดเดียวกัน และไม่ติดต่อสู่ผู้อื่น หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไร ควรให้แพทย์วินิจฉัยเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

ถ้าคู่ของเราเป็นเริมที่ปาก เราควรป้องกันตัวอย่างไร?

การอยู่ร่วมกับคู่นอนที่มีเชื้อ HSV-1 ไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อแน่นอน โดยเฉพาะหากหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงในช่วงที่มีอาการกำเริบ แนวทางป้องกันที่แนะนำ ได้แก่ งดจูบหรือสัมผัสบริเวณปากในช่วงที่คู่นอนมีตุ่มน้ำหรือแผล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน และหากคู่นอนเป็นบ่อยครั้ง แพทย์อาจพิจารณายา Suppressive Therapy เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อในระยะยาว นอกจากนี้การพูดคุยกับคู่นอนอย่างเปิดใจจะช่วยให้ทั้งคู่รับมือกับสถานการณ์นี้ได้ดีขึ้นมาก

เริมที่ปากเป็นโรคที่พบได้บ่อยและสามารถรักษาได้ แม้ว่าเชื้อ HSV-1 จะอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต แต่การดูแลสุขภาพให้ดี นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ จัดการความเครียด และการใช้ยาอย่างถูกต้อง จะช่วยให้อาการของโรคลดน้อยลง 

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization. (2023). Herpes simplex virus. WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/herpes-simplex-virus
  2. Centers for Disease Control and Prevention. (2024). Genital Herpes — CDC Detailed Fact Sheet. CDC. https://www.cdc.gov/std/herpes/stdfact-herpes-detailed.htm
  3. Arduino, P.G., & Porter, S.R. (2008). Herpes Simplex Virus Type 1 infection: overview on relevant clinico-pathological features. Journal of Oral Pathology & Medicine. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18197856/

หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าเป็นเริม หรือต้องการรับการตรวจและคำปรึกษาจากแพทย์

PSK Clinic Bangkok ให้บริการตรวจและรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์

  • เปิดบริการทุกวัน 11:00–19:00 น.(คิวสุดท้าย 18.30 น.)
  • โทร 095-049-4142 หรือ LINE: @pskclinic