
โรคฝีดาษลิง (Mpox) คืออะไร? เช็กอาการฝีดาษลิงทีละระยะ ติดต่อทางไหน
ตุ่มแปลก ๆ ที่ขึ้นหลังมีไข้ หรือแผลที่อวัยวะเพศที่ไม่เหมือนที่เคยเป็น ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าใช่โรคฝีดาษลิงหรือเปล่า ความกังวลแบบนี้เข้าใจได้ เพราะช่วงปี 2569 ไทยพบผู้ป่วยต่อเนื่องและมีข่าวสายพันธุ์ใหม่ออกมาเป็นระยะ
บทความนี้สรุปเรื่องโรคฝีดาษลิงจากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมควบคุมโรค ตั้งแต่สาเหตุ อาการฝีดาษลิงแต่ละระยะ ช่องทางการติดต่อ ความต่างของสายพันธุ์ ไปจนถึงการตรวจ การดูแล และการป้องกัน เพื่อให้คุณประเมินตัวเองได้ถูกต้องโดยไม่ต้องตื่นตระหนก
โรคฝีดาษลิงคืออะไร? ทำไมเรียกว่าฝีดาษวานรหรือ Mpox
โรคฝีดาษลิง หรือฝีดาษวานร (Mpox ชื่อเดิม Monkeypox) คือโรคติดเชื้อจากไวรัสเอ็มพอกซ์ (Monkeypox virus) ในกลุ่มเดียวกับไวรัสไข้ทรพิษ ทำให้มีไข้และตุ่มผื่นตามผิวหนัง ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่บางกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง
WHO เปลี่ยนชื่อโรคเป็น “Mpox” ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อลดการตีตราและความเข้าใจผิดว่าโรคมาจากลิง ในภาษาไทย หน่วยงานรัฐใช้คำว่า “ฝีดาษวานร” ส่วนคนทั่วไปยังคุ้นกับคำว่า “ฝีดาษลิง” ทั้งสามชื่อหมายถึงโรคเดียวกัน
ไวรัสนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก (Clade) คือ Clade I (แยกย่อยเป็น Ia และ Ib) และ Clade II (แยกย่อยเป็น IIa และ IIb) การระบาดทั่วโลกปี 2565 เกิดจาก Clade IIb ส่วนสายพันธุ์ที่เป็นข่าวช่วงปี 2567–2569 คือ Clade Ib
อาการฝีดาษลิงเป็นอย่างไร? สังเกตจากอะไรได้บ้าง
อาการฝีดาษลิงมักเริ่มภายใน 1 สัปดาห์หลังรับเชื้อ แต่อาจเร็วสุด 1 วันหรือช้าถึง 21 วัน อาการเด่นคือผื่นหรือตุ่มที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากตุ่มแดงเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง แล้วตกสะเก็ด มักมาพร้อมไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และต่อมน้ำเหลืองโต ส่วนใหญ่หายใน 2–4 สัปดาห์ (WHO)
อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
- ไข้ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย
- ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ (จุดที่ช่วยแยกจากอีสุกอีใสได้)
- ผื่นหรือตุ่มที่ใบหน้า ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก
- แผลในปาก เจ็บคอ หรือเจ็บทวารหนัก
- ตาแดง เจ็บตา หากเชื้อเข้าตา
อาการฝีดาษลิงระยะแรก
ข้อมูลเดิมมักบอกว่าผื่นจะขึ้นที่หน้าก่อนแล้วกระจายไปทั้งตัว แต่ในการระบาดช่วงหลัง ผู้ป่วยจำนวนมากมีตุ่มเริ่มที่อวัยวะเพศหรือรอบทวารหนักก่อน บางคนมีตุ่มเพียง 1–2 เม็ด และบางคนมีผื่นขึ้นก่อนไข้หรือไม่มีไข้เลย กรมควบคุมโรคกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อก็อาจเป็นโรคนี้ได้
การเปลี่ยนแปลงของตุ่มฝีดาษลิงในแต่ละระยะ
ตุ่มของโรคฝีดาษลิงมักเปลี่ยนรูปเป็นลำดับ และตุ่มในบริเวณเดียวกันมักอยู่ในระยะใกล้เคียงกัน
| ระยะ | ลักษณะตุ่ม | ระยะเวลาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| 1. ผื่นแบน (Macule) | จุดแดงราบ ไม่นูน | 1–2 วัน |
| 2. ตุ่มนูน (Papule) | ตุ่มแดงนูนแข็ง | 1–2 วัน |
| 3. ตุ่มน้ำใส (Vesicle) | ตุ่มมีน้ำใสข้างใน | 1–2 วัน |
| 4. ตุ่มหนอง (Pustule) | ตุ่มหนองแน่น มักบุ๋มตรงกลาง เจ็บ | 5–7 วัน |
| 5. ตกสะเก็ด (Scab) | แผลแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุด มีผิวใหม่ขึ้นแทน | 7–14 วัน |
*ระยะเวลาเป็นค่าประมาณตามแนวทาง CDC อาจต่างกันในแต่ละคน
ช่วงที่แพร่เชื้อได้คือตั้งแต่เริ่มมีอาการจนกว่าสะเก็ดทุกจุดหลุดและมีผิวใหม่ขึ้นมาแทน รวมถึงแผลในปากหรือทวารหนักด้วย
ตุ่มฝีดาษลิงต่างจากเริม อีสุกอีใส หรือซิฟิลิสอย่างไร
ตุ่มฝีดาษลิงหน้าตาคล้ายโรคผิวหนังหลายชนิด เช่น เริม (Herpes) อีสุกอีใส (Chickenpox) และแผลซิฟิลิส (Syphilis) ข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ตุ่มฝีดาษลิงมักแข็ง บุ๋มตรงกลาง และมาพร้อมต่อมน้ำเหลืองโต แต่การดูด้วยตาหรือจากรูปถ่ายยืนยันโรคไม่ได้ ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น
บางคนติดเชื้อฝีดาษลิงร่วมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นในเวลาเดียวกัน แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจ STI อื่นร่วมด้วยเมื่อมีแผลที่อวัยวะเพศ
โรคฝีดาษลิงติดต่อทางไหนได้บ้าง
โรคฝีดาษลิงติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นหลัก ทั้งการสัมผัสผิวหนังกับตุ่มหรือแผล การมีเพศสัมพันธ์ การจูบ การสัมผัสน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง และการใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า เชื้อยังผ่านจากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้
การติดต่อ
- สัมผัสผิวหนังโดยตรง กับตุ่ม แผล หรือสะเก็ดของผู้ป่วย ช่องทางนี้พบบ่อยที่สุด
- เพศสัมพันธ์ ทุกรูปแบบ รวมถึงการสัมผัสทางปาก ถุงยางอนามัยลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด เพราะตุ่มอาจอยู่นอกบริเวณที่ถุงยางครอบคลุม
- ละอองฝอยระยะใกล้ เมื่อพูดคุยหรืออยู่ใกล้หน้ากันนาน ๆ
- ของใช้ปนเปื้อน เช่น ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน เสื้อผ้า
- แม่สู่ลูก ระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอด
ฝีดาษลิง Clade Ib อันตรายกว่าสายพันธุ์เดิมจริงไหม?
ฝีดาษลิง Clade Ib แพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในครอบครัวได้ง่ายกว่า Clade IIb ที่ระบาดปี 2565 แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่าความรุนแรงไม่ได้สูงอย่างที่ประเมินไว้ช่วงแรก การประเมินของหน่วยงานสาธารณสุขสหราชอาณาจักร (UKHSA, ตุลาคม 2568) ระบุอัตราเสียชีวิตของ Clade Ib ในพื้นที่ระบาดของคองโกราว 0.2–0.4% และใกล้เคียง Clade IIb มากกว่า Clade Ia
ตัวเลข “อัตราเสียชีวิตถึง 10%” ที่เคยเห็นในข่าวช่วงปี 2567 มาจากข้อมูลของ Clade I ในพื้นที่ที่เข้าถึงการรักษายาก ไม่ใช่ตัวเลขของ Clade Ib นอกทวีปแอฟริกา
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Clade Ib | Clade IIb |
|---|---|---|
| พบเด่นช่วง | 2566–ปัจจุบัน (เริ่มจากคองโก) | ระบาดทั่วโลกปี 2565 |
| ช่องทางหลัก | เพศสัมพันธ์ + สัมผัสใกล้ชิดในครอบครัว | เพศสัมพันธ์และสัมผัสใกล้ชิด |
| กลุ่มที่พบ | ผู้ใหญ่ เด็ก และสมาชิกในบ้าน | ผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่ |
| ความรุนแรง | ใกล้เคียง IIb ตามข้อมูลล่าสุด (ความมั่นใจต่ำ) | ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง |
*อ้างอิง: UK Health Security Agency, Mpox technical assessment (ตุลาคม 2568)
กลุ่มที่ยังต้องระวังมากที่สุดไม่ว่าสายพันธุ์ใด คือ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ (โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ที่ยังไม่ได้รับยาต้านไวรัสหรือยังคุมเชื้อไม่ได้) หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก
ตรวจโรคฝีดาษลิงอย่างไร? ต้องตรวจแบบไหน
การตรวจโรคฝีดาษลิงที่ยืนยันผลได้คือการตรวจ PCR จากตัวอย่างที่ป้ายจากตุ่มหรือแผลโดยตรง การตรวจเลือดทั่วไปยืนยันโรคไม่ได้ แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติสัมผัส และผลแล็บร่วมกัน
ถ้าคุณมีตุ่มหรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่มีอาการ ควรพบแพทย์เร็ว ไม่ต้องรอให้ตุ่มลามก่อน ระหว่างรอผล ให้ปิดแผล ใส่หน้ากากอนามัย และงดสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น
ฝีดาษลิงรักษาอย่างไร หายเองได้ไหม?
ฝีดาษลิงส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ดูแลแผลไม่ให้ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ และดื่มน้ำให้เพียงพอ แพทย์จะพิจารณาเฝ้าดูใกล้ชิดหรือนอนโรงพยาบาลเป็นรายบุคคลในผู้ที่เสี่ยงอาการรุนแรง
ผู้ป่วยหลายรายแยกกักตัวที่บ้านได้ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยแยกตัวจนกว่าสะเก็ดทุกจุดหลุดและมีผิวใหม่ขึ้น ซึ่งใช้เวลาราว 21 วัน ระหว่างนี้ควรแยกของใช้ ปิดแผลเมื่ออยู่ใกล้คนอื่น และงดมีเพศสัมพันธ์
สิ่งที่ไม่ควรทำคือการแกะหรือบีบตุ่ม เพราะเพิ่มโอกาสติดเชื้อซ้ำ เกิดแผลเป็น และอาจทำให้เชื้อเข้าตา
ป้องกันโรคฝีดาษลิงได้อย่างไร
การป้องกันโรคฝีดาษลิงที่ได้ผลคือการเลี่ยงสัมผัสผิวหนังและแผลของคนที่มีอาการ งดเพศสัมพันธ์กับคนที่มีผื่นหรือตุ่ม ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน และล้างมือบ่อย WHO แนะนำวัคซีนสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงเป็นมาตรการเสริม
– เลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดและเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ
– ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน หรือเสื้อผ้าร่วมกัน
– ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ 70% โดยเฉพาะหลังสัมผัสผู้ป่วยหรือของใช้
– ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงฝีดาษลิงได้บางส่วน และป้องกัน STI อื่นได้ด้วย
– ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ควรกินยาต้านไวรัสต่อเนื่องให้คุมเชื้อได้ เพราะลดความเสี่ยงอาการรุนแรง
วัคซีนฝีดาษลิงมีไหม?
WHO แนะนำวัคซีน MVA-BN (ชื่อการค้า JYNNEOS) และ LC16 สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงและผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ไม่ได้แนะนำให้ฉีดทุกคน ในไทยวัคซีนยังมีจำนวนจำกัดและไม่ได้เปิดฉีดทั่วไป หากสนใจ สอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
ควรพบแพทย์ทันทีถ้ามีไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่ม มีแผลที่อวัยวะเพศหรือทวารหนักที่ไม่เคยเป็น หรือเคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคภายใน 21 วันที่ผ่านมา และควรรีบไปโรงพยาบาลหากมีอาการเจ็บตา ตามัว หายใจลำบาก สับสน หรือตุ่มกระจายจำนวนมาก
อ้างอิง
1. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์โรคฝีดาษวานร ณ 31 ตุลาคม 2569 (เผยแพร่ผ่าน PPTV, 3 พ.ย. 2569). https://www.pptvhd36.com/news/สุขภาพ/286420
2. Thai PBS. ฝีดาษวานร ปี 69 ไทยป่วยสะสม 139 คน “Clade Ib” แซงสายพันธุ์เดิม (24 ก.ค. 2569). https://www.thaipbs.or.th/news/content/508665
3. World Health Organization. Mpox fact sheet. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mpox
4. UK Health Security Agency. Mpox technical assessment, 27 October 2025. https://assets.publishing.service.gov.uk/media/68ff874c0f801e57b5bef92a/mpox-technical-assessment-27-october-2025.pdf
5. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Mpox: Signs and Symptoms / Clinical Recognition. https://www.cdc.gov/mpox/
PSK Clinic คลินิกสุขภาพเพศ พร้อมให้บริการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สอบถามเพิ่มเติมหรือทำนัดปรึกษาแพทย์ได้ที่
- Line: @pskclinic
- โทร 095-049-4142

ข้อมูลและเนื้อหาทางการแพทย์ตรวจสอบและเรียบเรียงโดย : นพ. พงศกร สุรภุชงค์
นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายปี
ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2551
เลขประกอบวิชาชีพเวชกรรม ว.36487

