Tadalafil (ทาดาลาฟิล) คืออะไร? ขนาดยา วิธีใช้ และผลข้างเคียงที่ควรรู้

Tadalafil (ทาดาลาฟิล) คือยาอะไร? วิธีใช้ และผลข้างเคียงที่ควรรู้

Table of content

ผู้ที่มองหาข้อมูลยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มักได้ยินชื่อ Tadalafil (ทาดาลาฟิล) อยู่บ่อยครั้ง แต่ยังไม่แน่ใจว่ายาตัวนี้ทำงานอย่างไร ปลอดภัยไหม และต่างจากยาตัวอื่นตรงไหน บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ให้อ่านเข้าใจง่าย ตั้งแต่กลไกการทำงาน ขนาดยา ผลข้างเคียง ไปจนถึงข้อควรระวัง 

เรื่องสมรรถภาพทางเพศเป็นเรื่องสุขภาพที่พูดคุยได้อย่างปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ผู้ชายหลายคนเผชิญปัญหานี้ในช่วงหนึ่งของชีวิต การมีความรู้ที่ถูกต้องคือจุดเริ่มต้นที่ดีของการดูแลตัวเอง

ยา tadalafil

Tadalafil คือยาอะไร ใช้รักษาอะไรบ้าง

Tadalafil (ทาดาลาฟิล) คือยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเทอเรส-5 (PDE5 inhibitor) ใช้รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction หรือ ED) เป็นหลัก และยังใช้รักษาภาวะต่อมลูกหมากโต (BPH) กับภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงได้ด้วย

ยาตัวนี้เป็นที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Cialis (ซีอาลิส) สำหรับข้อบ่งใช้เรื่อง ED และต่อมลูกหมากโต ส่วนภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง (Pulmonary Arterial Hypertension) ใช้ชื่อการค้า Adcirca บริษัท Eli Lilly เป็นผู้พัฒนายาตัวนี้ขึ้นมา

Tadalafil มีข้อบ่งใช้หลักที่ได้รับการรับรอง 3 ข้อ ได้แก่ รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย บรรเทาอาการของต่อมลูกหมากโต เช่น ปัสสาวะลำบากหรือปัสสาวะบ่อย และรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงที่ทำให้เหนื่อยง่าย แพทย์จะเลือกข้อบ่งใช้และขนาดยาให้เหมาะกับอาการของแต่ละคน

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) รับรอง Tadalafil สำหรับรักษา ED ตั้งแต่ปี 2003 สำหรับประเทศไทย ยาตัวนี้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว เช่น Cialis ชนิดเม็ดเคลือบฟิล์มขนาด 5 มิลลิกรัม ทะเบียนเลขที่ 1C 28/63(N)

Tadalafil จัดเป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ตามประกาศของ อย. ไทย ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และมีการรายงานการขายต่อ อย. จึงซื้อเองตามร้านขายยาทั่วไปไม่ได้ และไม่ควรซื้อจากแหล่งออนไลน์ที่ไม่มีใบอนุญาต เพราะเสี่ยงได้ยาปลอมหรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) คืออะไร เกิดจากอะไร

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) คือภาวะที่อวัยวะเพศชายแข็งตัวไม่เพียงพอหรือไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ อย่างสม่ำเสมอ ภาวะนี้พบได้บ่อยและมักสัมพันธ์กับสุขภาพหลอดเลือดโดยรวม จึงไม่ใช่แค่ปัญหาทางเพศเท่านั้น

จากการศึกษา Massachusetts Male Aging Study พบว่าผู้ชายอายุ 40-70 ปี ราว 52% มีภาวะ ED ในระดับใดระดับหนึ่ง และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภาวะ ED เป็นเรื่องปกติที่รักษาได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ต้องเก็บไว้คนเดียว

สาเหตุของ ED แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือสาเหตุทางกาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ และผลจากการสูบบุหรี่ กลุ่มที่สองคือสาเหตุทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาความสัมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่ อายุที่มากขึ้น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป น้ำหนักเกิน และการขาดการออกกำลังกาย ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงเกิด ED สูงกว่าคนทั่วไปราว 4 เท่า และมักมีอาการรุนแรงกว่า การเข้าใจสาเหตุช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาได้ตรงจุด ไม่ใช่แค่จ่ายยาอย่างเดียว

Tadalafil ทำงานอย่างไร

Tadalafil ทำงานโดยเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ PDE5 ทำให้หลอดเลือดบริเวณอวัยวะเพศชายขยายตัวได้ดีและนานขึ้น เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงได้เพียงพอต่อการแข็งตัว แต่ยาจะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศร่วมด้วยเท่านั้น

เมื่อเกิดการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายจะหลั่งสารไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ที่ทำให้หลอดเลือดคลายตัว สารนี้ไปกระตุ้นให้เกิดสาร cGMP ซึ่งทำหน้าที่ขยายหลอดเลือด เอนไซม์ PDE5 มีหน้าที่คอยสลายสาร cGMP เมื่อยาไปยับยั้งเอนไซม์นี้ สาร cGMP จึงอยู่ได้นานขึ้น หลอดเลือดขยายตัวได้นานพอให้อวัยวะเพศแข็งตัว

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ยาตัวนี้กระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้เอง แต่ความจริงยาไม่ได้ทำหน้าที่นั้น ถ้าผู้ใช้ไม่มีสิ่งเร้าทางเพศ ยาก็จะไม่ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว ยาจึงเป็นตัวช่วยเสริมการทำงานของร่างกาย ไม่ใช่ตัวสร้างอารมณ์

Tadalafil ถูกเผาผลาญที่ตับผ่านเอนไซม์ CYP3A4 เป็นหลัก จุดนี้สำคัญเพราะยาหรืออาหารบางอย่างที่ไปรบกวนเอนไซม์ตัวนี้ จะทำให้ระดับยาในเลือดเปลี่ยนไป ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อยาที่ห้ามใช้ร่วมกันต่อไป

Tadalafil ต่างจาก Sildenafil อย่างไร

ความแตกต่างหลักคือระยะเวลาออกฤทธิ์ Tadalafil อยู่ในร่างกายได้นานถึง 36 ชั่วโมง ขณะที่ Sildenafil (ซิลเดนาฟิล) อยู่ได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง นอกจากนี้การกินอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมของ Tadalafil ทำให้ Tadalafil สามารถกินพร้อมื้ออาหารซึ่งแตกต่างจาก Sildenafil ที่ต้องกินท้องว่างเนื่องจากการกิน Sildenafil พร้อมอาหารทำให้การดูดซึมยาลดลง

Tadalafil มีค่าครึ่งชีวิต (half-life) ประมาณ 17.5 ชั่วโมง ซึ่งยาวกว่ายากลุ่มเดียวกันมาก จึงมีชื่อเล่นว่า “ยาสุดสัปดาห์” (weekend pill) เพราะกินครั้งเดียวครอบคลุมช่วงเวลาได้ยาว ช่วยให้คู่รักไม่ต้องกังวลเรื่องการจับเวลา และทำให้ช่วงเวลาร่วมกันเป็นธรรมชาติมากขึ้น

หัวข้อTadalafil (ทาดาลาฟิล)Sildenafil (ซิลเดนาฟิล)
ชื่อการค้าCialisViagra
ระยะเวลาออกฤทธิ์สูงสุด 36 ชั่วโมง6-8 ชั่วโมง
เริ่มออกฤทธิ์~30-45 นาที~30-60 นาที
ผลของอาหารกับการดูดซึมยาอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมอาหารลดการดูดซึมยา
แบบกินทุกวันเริ่มต้นที่ 2.5-5 มก./วันไม่นิยม
แบบกินเฉพาะครั้งเริ่มต้นที่ 10 มก.เริ่มต้นที่ 25 มก.
ขนาดยาสูงสุดที่ใช้ได้ใน 24 ชม.ไม่เกิน 20 มก.ไม่เกิน 100 มก.

การเลือกยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตัวไหน “ดีกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และสุขภาพของแต่ละคน ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นเรื่องเวลาอาจเหมาะกับ Tadalafil ส่วนผู้ที่ใช้เป็นครั้งคราวและออกฤทธิ์สั้นก็เพียงพออาจเหมาะกับ Sildenafil แพทย์จะช่วยประเมินและเลือกให้เหมาะกับคุณ

ขนาดของยา Tadalafil และวิธีใช้ที่ถูกต้อง

ขนาดยา Tadalafil แบบกินเมื่อต้องการเริ่มที่ 10 มิลลิกรัม กินก่อนมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 30 นาที ส่วนแบบกินทุกวันใช้ขนาด 2.5-5 มิลลิกรัม กินวันละครั้งในเวลาเดิม โดยห้ามกินเกินวันละ 1 ครั้งในทุกกรณี

แพทย์จะเป็นผู้เลือกขนาดและรูปแบบให้เหมาะกับแต่ละคน โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 แบบ

แบบกินเมื่อต้องการ (On-demand)

ขนาดเริ่มต้น 10 มิลลิกรัม กินก่อนมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 30 นาที แพทย์อาจปรับขึ้นเป็น 20 มิลลิกรัม หรือลดลงเหลือ 5 มิลลิกรัม ตามการตอบสนองและผลข้างเคียง ขนาดสูงสุดที่ FDA รับรองสำหรับแบบนี้คือ 20 มิลลิกรัม และไม่ควรกินถี่เกินวันละครั้ง วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อยนัก

แบบกินทุกวัน (Daily)

ขนาด 2.5-5 มิลลิกรัม กินวันละครั้งในเวลาเดิมทุกวัน ไม่ต้องสัมพันธ์กับช่วงเวลามีเพศสัมพันธ์ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีกิจกรรมทางเพศบ่อย หรือผู้ที่ต้องการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย ข้อดีคือระดับยาในร่างกายคงที่ ทำให้พร้อมมีเพศสัมพันธ์ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า

ยา Tadalafil กินก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เพราะการกินอาหารไม่รบกวนการดูดซึมยา ต่างจาก Sildenafil ที่การกินอาหารรบกวนการดูดซึมยาทำให้ปริมาณยาที่ดูดซึมเข้าร่างกายลดลง นอกจากนี้การกินยา Tadalafil ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมน้ำเปล่า ไม่ควรบดหรือหักเม็ดยาเว้นแต่แพทย์สั่ง

ถ้าลืมกินยาหรือกินเกินขนาดทำอย่างไร

สำหรับแบบกินทุกวัน ถ้าลืมกินให้กินทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้เวลาของมื้อถัดไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเลย ห้ามกินซ้อนเป็น 2 เม็ดเพื่อชดเชย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง ส่วนแบบกินเมื่อต้องการไม่มีปัญหาเรื่องลืม เพราะกินเฉพาะตอนต้องการเท่านั้น

หากกินยาเกินขนาดและมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะรุนแรง เป็นลม เจ็บหน้าอก หรืออวัยวะเพศแข็งตัวนานผิดปกติ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที การกินเกินขนาดไม่ได้ทำให้ผลดีขึ้น มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยง

Tadalafil กับการรักษาต่อมลูกหมากโต

Tadalafil ขนาด 5 มิลลิกรัมกินทุกวัน ช่วยบรรเทาอาการของภาวะต่อมลูกหมากโต (BPH) เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไม่สุด หรือต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน โดยยาไปคลายกล้ามเนื้อบริเวณต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ

ภาวะต่อมลูกหมากโตพบได้บ่อยในผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป และมักเกิดร่วมกับภาวะ ED จุดเด่นของ Tadalafil คือรักษาสองภาวะนี้ได้พร้อมกันด้วยยาตัวเดียว จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับผู้ที่มีทั้งสองอาการ

การใช้ Tadalafil สำหรับ BPH ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะอาการปัสสาวะผิดปกติอาจมาจากสาเหตุอื่นที่ต้องตรวจเพิ่มเติม แพทย์จะประเมินก่อนว่าอาการมาจากต่อมลูกหมากโตจริง ไม่ใช่ภาวะอื่นที่ต้องรักษาต่างออกไป

tadalafil ยารักษาสมรรถนทางเพศ

Tadalafil ได้ผลดีแค่ไหน

Tadalafil เป็นยาที่มีข้อมูลการศึกษารองรับจำนวนมาก โดยยากลุ่ม PDE5 inhibitor ช่วยให้ผู้ชายที่ไม่มีเบาหวานราว 60-70% มีการแข็งตัวที่ดีขึ้นเพียงพอต่อการมีเพศสัมพันธ์ ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจสำหรับยารักษา ED

ประสิทธิภาพของยาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สาเหตุของ ED ความรุนแรงของอาการ และโรคประจำตัว ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจตอบสนองต่อยาน้อยกว่าเล็กน้อย เพราะภาวะ ED ในกลุ่มนี้มักรุนแรงกว่า แต่การศึกษาพบว่า Tadalafil ยังใช้ได้ผลและปลอดภัยในผู้ป่วยเบาหวานเช่นกัน

หากใช้ยาแล้วไม่ได้ผลในครั้งแรก ไม่ได้แปลว่ายาใช้ไม่ได้เสมอไป บางครั้งต้องลองหลายครั้งหรือปรับขนาดยา การปรึกษาแพทย์เพื่อทบทวนวิธีใช้และหาสาเหตุที่แท้จริงจึงสำคัญกว่าการเพิ่มขนาดยาเอง

ผลข้างเคียงของ Tadalafil มีอะไรบ้าง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของ Tadalafil ได้แก่ ปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ คัดจมูก หน้าแดง และเวียนศีรษะ อาการเหล่านี้มักไม่รุนแรงและค่อยๆ ดีขึ้นเอง ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยแต่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

อาการปวดหลังและปวดกล้ามเนื้อเป็นผลข้างเคียงเฉพาะที่พบใน Tadalafil มากกว่ายากลุ่มเดียวกัน มักเกิดภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังกินยา และหายเองภายใน 48 ชั่วโมง อาการนี้เชื่อว่าเกี่ยวกับการที่ยาไปยับยั้งเอนไซม์อีกชนิดหนึ่งเล็กน้อย แต่โดยรวมถือว่าไม่อันตราย

สัญญาณที่ต้องหยุดยาและไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ อวัยวะเพศแข็งตัวนานเกิน 4 ชั่วโมง (Priapism) การมองเห็นหรือการได้ยินเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก หากมีอาการแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้น หน้าบวม ริมฝีปากบวม ต้องไปโรงพยาบาลทันที

ภาวะอวัยวะเพศแข็งตัวนานเกิน 4 ชั่วโมงเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาเร็ว เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายถาวร แม้จะพบได้น้อยมาก แต่ผู้ใช้ยาควรรู้จักสัญญาณนี้ไว้

ยาและอาหารที่ห้ามใช้ร่วมกับ Tadalafil

ยาที่ห้ามใช้ร่วมกับ Tadalafil เด็ดขาดคือยากลุ่มไนเตรต (Nitrates) สำหรับโรคหัวใจ และยา Riociguat ที่ใช้รักษาความดันหลอดเลือดปอด เพราะทำให้ความดันโลหิตตกรุนแรงจนอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังห้ามใช้ร่วมกับยารักษา ED ตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

ยาและสารที่ต้องระวังเมื่อใช้ร่วมกับ Tadalafil มีดังนี้

  • ยากลุ่มไนเตรต (Nitrates): ห้ามใช้ร่วมเด็ดขาด เสี่ยงความดันตกรุนแรง
  • ยา Riociguat (Adempas): ห้ามใช้ร่วม เสี่ยงความดันตก
  • ยารักษา ED ตัวอื่น เช่น Sildenafil, Vardenafil, Avanafil: ห้ามใช้ร่วมกัน เพราะออกฤทธิ์ซ้ำซ้อน
  • ยาลดความดันกลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha-blockers): ต้องเริ่มขนาดต่ำและคุมความดันให้คงที่ก่อน
  • ยาลดความดันอื่น เช่น เบต้า-บล็อกเกอร์ และแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์: ใช้ร่วมได้แต่ต้องระวัง
  • ยาต้านเชื้อราและยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น Ketoconazole, Itraconazole, Clarithromycin และยาต้านไวรัสบางตัว: เพิ่มระดับยาในเลือด แพทย์อาจต้องลดขนาด

น้ำเกรปฟรุตและผลไม้ตระกูลเดียวกันควรเลี่ยง เพราะไปรบกวนเอนไซม์ CYP3A4 ที่ตับ ทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ หน้าแดง หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่วนแอลกอฮอล์ดื่มได้เล็กน้อย แต่ปริมาณมากจะเพิ่มความเสี่ยงความดันตกและเวียนศีรษะ

เพื่อความปลอดภัย ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งถึงยาประจำตัว วิตามิน และอาหารเสริมที่ใช้อยู่ เพราะรายการยาที่มีปฏิกิริยากับ Tadalafil มีมากกว่าที่ระบุไว้ข้างต้น

ใครที่ไม่ควรใช้ Tadalafil

ผู้ที่ใช้ยากลุ่มไนเตรตสำหรับโรคหัวใจห้ามใช้ Tadalafil เด็ดขาด เพราะการใช้ร่วมกันทำให้ความดันโลหิตตกอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันผิดปกติ โรคตับหรือไตรุนแรง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่ใช้ยาลดความดันกลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ ผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดสมองภายใน 6 เดือน ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ และผู้ที่มีภาวะหัวใจที่ทำให้ไม่ควรมีกิจกรรมทางเพศ ทั้งหมดนี้ต้องแจ้งประวัติยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบครบถ้วน

Tadalafil เป็นยาสำหรับผู้ชายเท่านั้น ไม่ใช้ในผู้หญิงและเด็ก และเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อมาใช้เองหรือรับต่อจากผู้อื่น เพราะขนาดยาและความปลอดภัยแตกต่างกันในแต่ละคน

tadalafil ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

เตรียมตัวก่อนปรึกษาแพทย์เรื่อง Tadalafil

การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์ช่วยให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยขึ้น สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่ รายการยาประจำตัวและอาหารเสริมทั้งหมด ประวัติโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน และประวัติการแพ้ยา

ควรบอกแพทย์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอาการที่เป็น เช่น เป็นมานานแค่ไหน เป็นทุกครั้งหรือบางครั้ง และมีความเครียดหรือปัญหาความสัมพันธ์ร่วมด้วยไหม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์แยกได้ว่าสาเหตุมาจากทางกายหรือทางใจ

การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่คลินิกเน้นความเป็นส่วนตัว ช่วยให้พูดคุยได้สบายใจขึ้น ผู้ที่กังวลเรื่องความลับสามารถเลือกคลินิกที่ให้บริการแบบเป็นส่วนตัว เพื่อลดความอึดอัดในการเล่าอาการ

ยา Tadalafil แบบ generic กับ brand ต่างกันไหม

Tadalafil มีทั้งแบบยาต้นแบบ (brand เช่น Cialis) และยาสามัญ (generic) ที่ใช้ตัวยาเดียวกัน ยาสามัญที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. มีมาตรฐานตัวยาและประสิทธิภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ แต่ราคามักถูกกว่า จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า

สิ่งสำคัญคือควรเลือกยาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับ อย. และซื้อจากสถานพยาบาลหรือร้านยาที่มีใบอนุญาต ยาที่ขายตามแหล่งออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือยาที่ไม่มีเลขทะเบียน อาจเป็นยาปลอมที่มีตัวยาไม่ตรงตามฉลากและเป็นอันตราย

การเก็บรักษายาควรเก็บในที่แห้ง อุณหภูมิห้อง พ้นจากแสงแดดและความชื้น เก็บให้พ้นมือเด็ก และไม่ควรใช้ยาที่หมดอายุ หากไม่แน่ใจเรื่องการเก็บหรือวันหมดอายุ สามารถสอบถามเภสัชกรได้

Tadalafil (ทาดาลาฟิล) เป็นยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่มีจุดเด่นเรื่องระยะเวลาออกฤทธิ์ยาวนานถึง 36 ชั่วโมง ช่วยให้การใช้ชีวิตคู่เป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากรักษา ED แล้ว ยังใช้บรรเทาอาการต่อมลูกหมากโตได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ และมีข้อควรระวังหลายอย่าง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือใช้ยาไนเตรต

ภาวะ ED เป็นเรื่องที่รักษาได้ และพบได้บ่อยกว่าที่คิด การกล้าปรึกษาแพทย์คือก้าวแรกที่สำคัญ แพทย์เฉพาะทางจะช่วยประเมินสุขภาพโดยรวม หาสาเหตุที่แท้จริง และเลือกแนวทางที่เหมาะกับแต่ละบุคคล

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะ ED หรือการใช้ยา Tadalafil การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

อ้างอิง

  1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข. “ข้อมูลทะเบียนยาทาดาลาฟิล (Cialis) เลขทะเบียน 1C 28/63(N).” ระบบสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ (NDI). ndi.fda.moph.go.th
  2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). “ประกาศกำหนดให้ยาซิลเดนาฟิล ทาดาลาฟิล และวาเดนาฟิล ต้องรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.” drug.fda.moph.go.th
  3. U.S. Food and Drug Administration (FDA). “CIALIS (tadalafil) tablets — Full Prescribing Information.” Initial U.S. Approval: 2003. accessdata.fda.gov / pi.lilly.com/us/cialis-pi.pdf
  4. DailyMed, U.S. National Library of Medicine. “Tadalafil Tablets — Label Information.” dailymed.nlm.nih.gov
  5. MedlinePlus, U.S. National Library of Medicine. “Tadalafil: MedlinePlus Drug Information.” medlineplus.gov/druginfo/meds/a604008.html
  6. StatPearls, National Center for Biotechnology Information (NCBI). “Tadalafil.” ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK603743
  7. Mayo Clinic. “Tadalafil (oral route) — Description, Side Effects, Dosage.” mayoclinic.org
  8. Medscape Reference. “Adcirca, Cialis (tadalafil) dosing, indications, interactions, adverse effects.” reference.medscape.com