PSK CLINIC

PSK Clinic คลินิกสุขภาพทางเพศ บริการตรวจรักษาและให้คำปรึกษา

บริการตรวจหาโรคซิฟิลิส ให้คำปรึกษาแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี

โรคซิฟิลิส (syphilis) สาเหตุ อาการ แนวทางการรักษาและป้องกัน

โรคซิฟิลิสคืออะไร?

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า ทรีโพนีมา พาลลิดัม (Treponema pallidum) ที่มีลักษณะเป็นรูปเกลียว พบได้ในเลือด สารคัดหลั่งรวมไปถึงน้ำลาย โดยในปี 2021 มีการรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อซิฟิลิสสูงถึง 7.1 ล้านคน จากประชากรทั้งโลก ซึ่งกลุ่มผู้ติดเชื้อหลักได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 15-24 ปี กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และกลุ่มชายรักชาย (MSM) 

โรคซิฟิลิสติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่เป็นแผลซิฟิลิส ซึ่งมักเกิดที่บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และปาก ทำให้ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก อีกทั้งแม่ที่ติดเชื้อซิฟิลิสสามารถส่งต่อเชื้อสู่ลูกได้ด้วย โรคซิฟิลิสมีระยะของการดำเนินโรค 3 ระยะ โดยหลังจากได้รับเชื้อซิฟิลิส จะมีการฟักตัวประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ ปัจจุบันใช้ยารักษาซิฟิลิสเป็นยาปฏิชีวนะ แต่หากผู้ป่วยปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง สามารถก่อให้เกิดปัญหารุนแรงด้านสุขภาพตามมา

อาการของโรคซิฟิลิส

การดำเนินโรคซิฟิลิสมีหลายระยะ ซึ่งในแต่ละระยะจะมีอาการแสดงและรอยโรคที่ปรากฏแตกต่างกันออกไป ระยะของการดำเนินโรคซิฟิลิส ได้แก่ โรคซิฟิลิสระยะที่ 1 (Primary syphilis) โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 (Secondary syphilis) โรคซิฟิลิสระยะแฝง (Latent syphilis) และโรคซิฟิลิสระยะที่ 3 (Tertiary syphilis)

โรคซิฟิลิสระยะที่ 1 (Primary syphilis)

โรคซิฟิลิสระยะที่ 1 จะเกิดขึ้นประมาณ 21 วันหลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อซิฟิลิส โดยอาการของโรคซิฟิลิสระยะที่ 1 คือ แผลริมแข็ง (Chancre) ปรากฏบริเวณอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง รอบทวารหนัก หรือปาก โดยจะปรากฏแผลเพียง 1 แผล และมีลักษณะเป็นขอบแข็งนูน และก้นแผลสะอาด เมื่อกดจะไม่เจ็บ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดหรือยารักษาโรคซิฟิลิสแบบกิน แผลของโรคซิฟิลิสระยะที่ 1 ก็สามารถหายได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์ และจะเข้าสู่โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 ต่อไป 

โรคซิฟิลิสระยะที่ 1 จัดเป็นระยะที่มีการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ง่าย เนื่องจากแผลริมแข็งของโรคซิฟิลิสระยะที่ 1 เป็นรอยโรคที่มีปริมาณเชื้อซิฟิลิสเป็นจำนวนมาก

โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 (Secondary syphilis)

โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 เป็นระยะที่โรคดำเนินต่อเนื่องจากโรคซิฟิลิสระยะที่ 1 มักมีอาการแสดงเมื่อแผลริมแข็งหายไป โดยอาการของโรคซิฟิลิสระยะที่ 2 คือ จะมีผื่นขึ้น โดยลักษณะของผื่นซิฟิลิสจะเป็นผื่น (Skin rash) สีแดงอ่อน ๆ เกิดขึ้นบริเวณลำตัว แขนและขา ร่วมกับมีผื่นวงกลม หรือวงรีสีแดงเข้มเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า (Roseola Syphilitica) นอกจากนี้ผู้ที่ติดเชื้อโรคซิฟิลิสระยะที่ 2 อาจจะมีผื่นนูนแฉะ (Condyloma lata) บริเวณรอบอวัยวะเพศหญิง รอบก้น ในปาก หรืออาจมีอาการของผมร่วงเป็นหย่อม ๆ แบบมอดแทะ (Moth-eaten alopecia) ได้ 

อาการอื่นที่อาจพบได้ในโรคซิฟิลิสระยะที่ 2 ได้แก่ มีไข้ต่ำ ต่อมน้ำเหลืองโตกดแล้วเจ็บ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ หากไม่ได้รับการรักษาโรคจะดำเนินเข้าสู่โรคซิฟิลิสระยะแฝงต่อไป 

โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 จัดเป็นระยะที่มีการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ง่าย เนื่องจากในระยะนี้เชื้อซิฟิลิสกระจายตัวไปทั่วร่างกาย ทำให้ผู้อื่นมีความเสี่ยงในการสัมผัสกับรอยโรคโดยไม่ตั้งใจได้บ่อยขึ้น สำหรับรอยโรคที่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ง่าย ได้แก่ ผื่นนูนแฉะบริเวณรอบอวัยวะเพศหญิง รอบทวารหนัก หรือผื่นนูนแฉะที่อยู่ในปาก

โรคซิฟิลิสระยะแฝง (Latent syphilis)

เป็นระยะที่โรคดำเนินต่อเนื่องจากโรคซิฟิลิสระยะที่ 2 ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสในโรคซิฟิลิสระยะแฝงจะไม่แสดงอาการใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นแผลริมแข็ง ผื่นสีแดง ผื่นนูนแฉะ ในระยะนี้เชื้อซิฟิลิสสามารถแฝงอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการได้นานถึง 20 ปี แต่เราสามารถตรวจหาการติดเชื้อซิฟิลิสได้จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ผลการตรวจ Anti-TP และ RPR ถึงแม้โรคซิฟลิสระยะแฝงนี้จะไม่แสดง แต่ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสในระยะนี้ยังคงแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์

โรคซิฟิลิสระยะที่ 3 (Tertiary syphilis)

ปัจจุบันโรคซิฟิลิสระยะที่ 3 พบได้น้อยมาก แต่เป็นระยะที่อันตรายมาก เนื่องจากเชื้อซิฟิลิสที่กระจายอยู่ในร่างกายอย่างยาวนาน โดยโรคซิฟิลิสระยะที่ 3 เป็นการติดเชื้อซิฟิลิสที่เริ่มมีอาการแสดงลุกลามไปสู่ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบสมอง หรือระบบประสาท รวมไปถึงกระดูกและข้อ และสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ทำได้ผู้ป่วยมีอาการปวดตามข้อของร่างกาย เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจโป่งพอง (Aortic aneurysm) ภาวะลิ้นหัวใจรั่ว (Aortic regugitation) เป็นต้น สามารถก่อให้เกิดภาวะระบบต่างๆ ล้มเหลวจนทำให้เสียชีวิตได้

นอกจากระยะของโรคซิฟิลิสที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว โรคซิฟิลิสยังสามารถก่อโรคในระบบสมองได้อีกด้วย ซึ่งอาการของ โรคซิฟิลิสในระบบสมอง (Neurosyphilis) นั้นจะมีไข้ร่วมกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อขยับลำบาก มีอาการชักเกร็งหรือมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสในระบบสมองก็อาจจะเสียชีวิตได้เช่นกัน

โรคซิฟิลิสติดต่อได้อย่างไร?

โรคซิฟิลิสติดต่อการสัมผัสกับแผลซิฟิลิสโดยตรงระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก (Oral sex) นอกจากนี้โรคซิฟิลิสยังสามารถแพร่จากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้ สามารถทำให้เกิดโรคซิฟิลิสในเด็กแรกเกิด (Congenital syphilis) ซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิตของลูกในครรภ์ได้ หรือก่อให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายของเด็ก เช่น การเกิดจมูกซิฟิลิส (Syhilis nose) และอันตรายถึงชีวิตของลูกในครรภ์ได้ หากผู้ป่วยได้รับเลือดของผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิส ก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อซิฟิลิสได้เช่นกัน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดต่อของเชื้อซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสไม่สามารถติดได้จากการสัมผัสวัสดุ หรืออุปกรณ์ที่ผู้ติดเชื้อซิฟิลิสใช้งาน เช่น อ่างอาบน้ำ ห้องน้ำ ลูกบิดประตู สระว่ายน้ำ การใช้เสื้อผ้า รวมถึงการรับประทานอาหารจากภาชนะเดียวกัน เป็นต้น

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis)

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิดเกิดจากแม่ที่ติดเชื้อซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ แพร่เชื้อซิฟิลิสผ่านทางรกสู่ลูกขณะตั้งครรภ์ โดยมีส่วนน้อยที่แพร่เชื้อในระหว่างการทำคลอด เมื่อทารกคลอดออกมามีอาการแสดงที่แตกต่างกันออกไป แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะ Early-onset manifestation พบได้หลังจากคลอด 5 สัปดาห์ อาการที่พบบ่อย เช่น ตัวซีด มีผื่น มีตุ่มน้ำใสวาวบริเวณฝ่ามือและเท้า และระยะ Late-onset manifestation จะแสดองอาการ 2 ปี หลังจากให้กำเนิด ซึ่งอาการที่พบบ่อย ได้แก่ หูหนวก ตาบอด ฟันมีลักษณะผิดปกติ จมูกมีลักษณะผิดปกติ (Syhilis nose) มีความผิดปกติของกระดูก เป็นต้น

syphilis treatment

การตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิส

การตรวจวินิจฉัยโรคซิฟิลิสทำได้โดยการตรวจเลือด (Blood test) เพื่อตรวจหาแอนติบอดี้ (Antibody) ต่อเชื้อซิฟิลิสที่อยู่ในร่างกายของเรา โดยในปัจจุบันศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา หรือ CDC (Centers for Disease Control and Prevention, CDC)  ได้แนะนำให้ใช้วิธีการตรวจแบบย้อนทาง (Reverse algorithm) ซึ่งแม่นยำและรวดเร็วกว่าในอดีต นอกจากนี้ยังสามารถตรวจวินิจฉัยในผู้ที่มีการติดเชื้อซิฟลิสมานาน จนทำให้การตรวจแบบในอดีตไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ โดยแบ่งการตรวจออกเป็น 2 ชนิด

1. การตรวจคัดกรองซิฟิลิสในคนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยใช้การตรวจ Anti-TP เพื่อตรวจยืนยันการติดเชื้อซิฟิลิสดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่

  • หากผล Anti-TP ให้ผลลบ จะสามารถยืนยันได้ว่าบุคคลนั้นไม่มีการติดเชื้อซิฟิลิส
  • หากผล Anti-TP ให้ผลบวก จะต้องทำการตรวจยืนยันด้วยวิธี RPR เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นมีการติดเชื้อซิฟิลิสจริง

หากผล Anti-TP ให้ผลบวกและผล RPR ให้ผลลบ จะต้องตรวจยืนยันด้วยวิธี TPPA หรือ TPHA เพื่อตรวจยืนยันการติดเชื้อซิฟิลิสในบุคคลนั้น โดยยึดเอาตามผลของการตรวจ TPPA หรือ TPHA ในการวินิจฉัยการติดเชื้อซิฟิลิส

2. การตรวจคัดกรองซิฟิลิสในคนที่เคยเป็นมาก่อน

โดยใช้การตรวจ RPR ในการตรวจยืนยันการติดเชื้อซิฟิลิส เนื่องจากในผู้ที่เคยติดเชื้อซิฟิลิสมาก่อน แม้ว่าจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและรักษาจนหายแล้ว ผล Anti-TP, TPPA และ TPHA จะให้ผลบวกไปตลอดชีวิต

3. การตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธีการตรวจน้ำไขสันหลัง

หากผู้ป่วยอยู่ในโรคซิฟิลิสระยะที่ 3 ซึ่งเชื้อซิฟิลิสได้ลุกลามสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงระบบประสาท ผู้ป่วยอาจถูกพิจารณาให้ตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการเจาะน้ำไขสันหลัง เพื่อนำน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal fulid) ไปตรวจหาเชื้อซิฟิลิสและความผิดปกติต่อไป

วิธีการรักษาโรคซิฟิลิส

การรักษาโรคซิฟิลิสจะแบ่งการรักษาตามระยะของการดำเนินโรค ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะเพนิซิลิน (Penicillin

  • ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสระยะที่ 1, 2 และระยะแฝงช่วงต้น (Early latent syphilis) แนะนำให้ ฉีดยาเบนซาทีน เบนซิลเพนิซิลลินจี (Benzathine penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต 1 ครั้ง แบ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกข้างละ 1.2 ยูนิต
  • ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสระยะแฝงช่วงปลาย (Late latent syphilis) หรือผู้ป่วยซิฟิลิสที่ไม่ทราบระยะเวลาในการติด (Unknown duration of syphilis)  ฉีดยาเบนซาทีน เบนซิลเพนิซิลลินจี (Benzathine penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต ติดต่อกัน 3 ครั้ง ครั้งละ 1 สัปดาห์​ แบ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพก ข้างละ 1.2 ล้านยูนิต

ยารักษาโรคซิฟิลิสแบบกิน

กรณีที่ผู้ป่วยบางรายแพ้ยาเพนิซิลิน แพทย์จะแนะนำให้ทานยา โดยระยะเวลาของการทานยาขึ้นอยู่กับระยะของการดำเนินโรคเช่นกัน

  • ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสระยะที่ 1, 2 และระยะแฝง ทานยา Doxycycline 100 mg หลังอาหาร 2 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 14 วัน 
  • ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสระยะที่ 3 ทานยา Doxycycline 100 mg หลังอาหาร 2 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 28 วัน

ผลข้างเคียงหลังฉีดยารักษาโรคซิฟิลิส ผู้ป่วยอาจมีไข้ รู้สึกหนาว มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย บางรายมีผื่นร่วมด้วย อาการข้างเคียงเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยา จาริช-เฮิร์กไซเมอร์ (Jarisch-Herxheimer Reaction) คือ ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกริยากับเชื้อซิฟิลิสที่ตายไปแล้ว และอาการจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถกินยาลดไข้ เพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ แต่หากอาการยังไม่ทุเลาลง ให้รีบพบแพทย์เนื่องจากอาจสงสัยได้ว่าเกิดการแพ้ยาเพนิซิลิน

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

โรคซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ในปัจจุบันการรักษาหลักยังคงเป็นยาปฏิชีวนะ โดยรักษาด้วยยาฉีดหรือยากิน ดังนั้นหากผู้ป่วยสังเกตตัวเอง เข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคซิฟิลิสไว และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยก็สามารถหายจากโรคได้ แต่หากผู้ป่วยที่หายจากโรคซิฟิลิสแล้ว กลับไปสัมผัสกับเชื้อซิฟิลิสอีกครั้ง ก็สามารถกลับมาเป็นโรคซิฟิลิสได้อีก

วิธีป้องกันตัวจากการติดโรคซิฟิลิส

เนื่องจากโรคซิฟิลิสติดต่อผ่านการสัมผัสกับเชื้อซิฟิลิสโดยตรงบริเวณที่เกิดรอยโรค ผ่านทางปาก อวัยวะเพศ และทวารหนัก จึงทำให้พบบ่อยว่าผู้ป่วยได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ

  • ใส่ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หากคู่นอนมีรอยโรคบริเวณปาก อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ให้งดกิจกรรมทางเพศ
  • งดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสจนกว่าผู้ป่วยจะหาย
  • ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

คู่รักควรตรวจโปรแกรมสุขภาพคู่รัก ก่อนวางแผนแต่งงานหรือมีบุตร

เราควรตรวจคัดกรองการติดเชื้อซิฟิลิสบ่อยแค่ไหน?

ในกรณียังมีเพศสัมพันธ์อยู่เป็นประจำ แนะนำให้ตรวจคัดกรองการติดเชื้อซิฟิลิสทุก 3-6 เดือน หรือตรวจคัดกรองการติดเชื้อซิฟิลิสในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อซิฟิลิส เช่น มีแผลคล้ายโรคซิฟิลิสระยะที่ 1 หรือ มีผื่นคล้ายโรคซิฟิลิสระยะที่ 2

โรคซิฟลิสและความเสี่ยงต่อการติด HIV

โรคซิฟิลิสและการติดเชื้อ HIV เป็นโรคที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เหมือนกัน แตกต่างกันที่สาเหตุของการเกิดโรค ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วน HIV คือเชื้อไวรัส แต่รายงานพบว่าผู้ป่วยโรคซิฟิลิสมีโอกาสติดเชื้อ HIV สูงขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยมีแผลที่บริเวณปาก อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีง่ายกว่าปกติ


ถือได้ว่าโรคซิฟิลิสเป็นโรคเป็นอีกโรคที่คู่รักหรือผู้ที่มีรสนิยมทางเพศท่หลากหลายไม่ควรมองข้าม เพราะซิฟิลิสเป็นโรคที่สามารถติดเชื้อได้เพียงแค่การสัมผัสโดนแผลในบริเวณบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และปาก โดยจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ดังนั้นการป้องกันหรือรู้ทันซิฟิลิสถือว่าเป็นสิ่งที่คุณควรรับมือเป็นอย่างยิ่ง เพียงติดต่อ PSK Clinic ผู้ชำนาญการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พร้อมให้คำปรึกษา รักษา และป้องกันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสุขอนามัยทางเพศที่ดี

อ้างอิง: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1126820210330151117.pdf

PSK Clinic
ปรึกษาแพทย์หรือทำนัด
โทร 095 049 4142
แอดไลน์ @pskclinic